ลักษณาวดี

ลักษณาวดี
ภาพถ่าย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนคิดชวนคุย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนคิดชวนคุย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569

The Giant Swing of Bangkok




จากหลักฐานภาพถ่ายเสาชิงช้าในปี พ.ศ. 2495 และบริบททางประวัติศาสตร์ รถสามล้อถีบมีความสำคัญต่อชาวพระนครในหลายด้าน ดังนี้

เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง: ในยุคนั้นรถสามล้อถีบคือรูปแบบการคมนาคมที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับการเดินทางในระยะใกล้ถึงปานกลางภายในเขตพระนคร เนื่องจากมีความคล่องตัวสูง สามารถเข้าถึงตรอกซอกซอยต่างๆ ได้ดีกว่ารถยนต์ สะท้อนวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ การใช้แรงงานคนในการปั่นจักรยานสามล้อสะท้อนถึงจังหวะชีวิตของคนยุคนั้นที่ยังเรียบง่ายและไม่เร่งร้อนเท่าปัจจุบัน บรรยากาศบนท้องถนนรอบเสาชิงช้าจึงดูสงบและเป็นมิตรกับคนเดินเท้า การสร้างอาชีพและรายได้ รถสามล้อถีบเป็นแหล่งอาชีพ

สำคัญของแรงงานที่เข้ามาขุดทองในพระนคร ภาพคนปั่นสามล้อที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลแสดงถึงบทบาทของพวกเขาที่เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเดินทางของเมือง การเชื่อมโยงพื้นที่สำคัญ ในภาพจะเห็นรถสามล้อสัญจรผ่านจุดสำคัญอย่างเสาชิงช้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางทั้งทางวัฒนธรรมและ

การค้า สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าสามล้อถีบทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับสถานที่สำคัญ ย่านการค้า และศาสนสถานในเขตเมืองเก่า โดยสรุป รถสามล้อถีบไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่สะท้อนภาพลักษณ์ของพระนครในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เป็นอย่างดีสาชิงช้าในปี 

พ.ศ. 2495 ให้ภาพสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และบรรยากาศของกรุงเทพฯ ในยุคนั้นได้อย่างชัดเจนผ่านรายละเอียดทางกายภาพและสภาพแวดล้อม ดังนี้ ศูนย์กลางของพื้นที่และผังเมือง เสาชิงช้าปรากฏในแหล่งข้อมูลในฐานะ จุดศูนย์กลางของลานวงเวียน ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางพื้นที่เปิดกว้าง สภาพผังเมืองรอบบริเวณนี้แสดงให้เห็นความเป็นระเบียบ โดยมีถนนที่จัดระเบียบให้รถและผู้คนสัญจรวนรอบโบราณสถานสำคัญแห่งนี้ สถาปัตยกรรมและบรรยากาศโดยรอบ บริเวณรอบเสาชิงช้าถูกโอบล้อมด้วย ตึกแถว 2 ชั้น ที่มี

ลักษณะสถาปัตยกรรมที่สม่ำเสมอกันตลอดแนวโค้งของถนน บรรยากาศในภาพดูโปร่งตา ท้องฟ้ากว้างขวาง และไม่มีสิ่งก่อสร้างสูงหรือสายไฟระโยงระยางบดบังทัศนียภาพของเสาชิงช้า ทำให้ตัวเสาดูโดดเด่นเป็นสง่าอย่างมากในยุคนั้น บันทึกวิถีชีวิตพระนคร ในแหล่งข้อมูลเผยให้เห็นการคมนาคมที่สำคัญอย่าง รถ

สามล้อถีบ ซึ่งเป็นพาหนะยอดนิยมที่สัญจรอยู่บนท้องถนน นอกจากนี้ยังมีภาพผู้คนที่เดินสัญจรไปมาบริเวณฐานของเสาชิงช้า สะท้อนถึงการเป็นพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนสามารถเข้าถึงและใช้ชีวิตร่วมกับโบราณสถานได้อย่างใกล้ชิดในจังหวะชีวิตที่เรียบง่าย ลักษณะทางกายภาพของภาพถ่าย ตัวภาพเป็น ภาพขาวดำ

ที่มีรอยขีดข่วนจางๆ ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอายุยาวนานเกือบ 70 ปี ภาพนี้จึงทำหน้าที่เป็นบันทึกทางสายตาที่ช่วยยืนยันสภาพดั้งเดิมของเสาชิงช้าและย่านพระนครก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในยุคต่อมา สรุปได้ว่า แหล่งข้อมูลนี้กล่าวถึงเสาชิงช้าในฐานะ แลนด์มาร์คที่มีความสำคัญทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและเป็นจุดศูนย์กลางวิถีชีวิต ของชาวกรุงเทพฯ ในช่วงปี พ.ศ. 2495จากภาพถ่ายเสาชิงช้าในปี พ.ศ. 2495 และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง สถาปัตยกรรมที่

ปรากฏในพื้นที่ดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากหลายกลุ่มวัฒนธรรม ดังนี้ อิทธิพลจากอินเดีย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เสาชิงช้า: ตัวเสาชิงช้าเองได้รับอิทธิพลโดยตรงจากความเชื่อและคติของพราหมณ์จากประเทศอินเดีย ซึ่งใช้ในการประกอบพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย เพื่อต้อนรับพระอิศวรตามความเชื่อฮินดู แม้รูปแบบงานช่างจะเป็นศิลปะไทยโบราณ แต่รากฐานแนวคิดมาจากอินเดียอย่างชัดเจน อิทธิพลจากยุโรป

ตะวันตกตึกแถวรอบบริเวณ อาคารตึกแถวที่เห็นเรียงรายอยู่รอบเสาชิงช้า ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก โดยเฉพาะจากอิตาลีหรืออังกฤษ ซึ่งเริ่มแพร่หลายในกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 โดยมีลักษณะเด่นคือ การทำหน้าต่างเป็นช่องโค้ง Arched window การใช้ปูนปั้นประดับซุ้มหน้าต่าง และการวางผังตึกให้มีความต่อเนื่องกันแบบสากล การจัดผังเมืองรูปแบบวงเวียนและการจัดพื้นที่ถนนที่มีเกาะกลางและการแบ่งเขตทางเท้าที่ชัดเจนในภาพ เป็นการรับอิทธิพลแนวคิดการพัฒนาเมืองจากยุโรป เพื่อให้พระนครมีความทันสมัยเป็นระเบียบตามแบบอารยประเทศในยุคนั้น


Bangkok 1952 Deconstructed by Vee Samsri


วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆสิตาราม

 




วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งแสดงให้เห็นอาคารไม้ทรงไทยโบราณหรือหอไตร ซึ่งในทางประวัติศาสตร์เป็นที่ทราบกันว่าเป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี เนื่องจากท่านเคยใช้เป็นที่จำพรรษาและรวบรวมพระไตรปิฎก อย่างไรก็ตาม ในแหล่งข้อมูลชุดนี้ไม่มีเนื้อหาที่เป็นข้อความระบุรายละเอียดประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี โดยตรง หากอ้างอิงจากการสนทนาก่อนหน้านี้ 

ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมาก เป็นผู้สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง และเป็นผู้นำบทสวดชินบัญชรมาเผยแผ่ สถาปัตยกรรมแบบย่อมุมไม้ 20 มีจุดเด่นที่แตกต่างจากผังแบบอื่น เช่น ผังแปดเหลี่ยม หรือย่อมุมไม้สิบสอง ในด้านความละเอียดลออและการสร้างรูปทรงที่ดูอ่อนช้อยและนุ่มนวลกว่า โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจจากแหล่งข้อมูลดังนี้

ความประณีตของมุมที่เพิ่มขึ้นการ ย่อมุมไม้ 20 หมายถึงการนำมุมใหญ่ทั้ง 4 มุมของผังรูปสี่เหลี่ยม มาแบ่งย่อยออกเป็นมุมเล็ก ๆ อีกมุมละ 5 มุม รวมเป็น 20 มุม ซึ่งช่วยให้องค์เจดีย์ลดความแข็งกระด้างของรูปทรงสี่เหลี่ยมลง และเปลี่ยนจากรูปทรงที่ดูเป็นเหล็กเป็นรูปทรงที่ดูค่อนไปทางวงกลมมากขึ้นแต่ยังคงความคมชัดของเส้นสายไว้ การรองรับชุดฐานที่ซับซ้อนจุดเด่นที่พบในผังแบบนี้คือการใช้รองรับ ชุดฐานสิงห์ ที่มีความซ้อนกันหลายชั้น ในแหล่งข้อมูลระบุว่าเจดีย์ย่อมุมไม้ 20 ที่วัดอมรินทรารามมีชุดฐานสิงห์ซ้อนกันถึง 3 ชั้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ส่งเสริมให้เจดีย์ดูเพรียวระหงและสูงโปร่งกว่าเจดีย์ผังแบบอื่น ความต่อเนื่องของรูปทรง

ผังย่อมุมไม้ 20 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ฐาน แต่จะถูกถ่ายทอดรูปทรงขึ้นไปสู่ส่วนกลางและส่วนยอดของเจดีย์ด้วย เช่น การใช้บัวทรงคลุ่ม รองรับองค์ระฆัง และการไล่ระดับไปจนถึงบัลลังก์และบัวทรงคลุ่มเถาที่ส่วนยอด ทำให้องค์ประกอบทั้งหมดดูสอดรับกันอย่างเป็นเอกภาพ สัญลักษณ์ของงานช่างชั้นสูง ผังย่อมุมไม้ 20 มักถูกเลือกใช้ในงานที่เป็น เจดีย์ทรงเครื่อง ซึ่งมีความสำคัญสูง เช่น เจดีย์ที่สร้างโดยเจ้านายวังหลัง 3 องค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่ประณีตที่สุดในยุคนั้น

สรุป  ได้ว่า จุดเด่นที่แตกต่างคือความถี่ของเหลี่ยมมุมที่มากกว่า ทำให้เกิดมิติของแสงและเงาที่ซับซ้อนและสวยงามกว่าผังย่อมุมแบบอื่นนั่นเองผังย่อมุมไม้ 20 ในงานสถาปัตยกรรมไทย คือเทคนิคการออกแบบฐานหรือองค์ระฆังของเจดีย์ โดยการนำมุมทั้ง 4 ของรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมาตัดแบ่งย่อยออกเป็นมุมเล็กๆ มุมละ 5 มุม เมื่อรวมทั้ง 4 ด้านจึงกลายเป็น 20 มุม ซึ่งช่วยให้รูปทรงของเจดีย์ดูมีความนุ่มนวล ประณีต และมีความซับซ้อนของแสงเงามากกว่ารูปทรงสี่เหลี่ยมปกติ จากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ มีรายละเอียดการใช้ผังย่อมุมไม้ 20 ที่น่าสนใจดังนี้

ตัวอย่างที่ชัดเจนปรากฏในเจดีย์ทรงเครื่อง 3 องค์ ที่วัดอมรินทราราม ซึ่งสร้างโดยเจ้านายวังหลัง กรมหมื่นนราเทเวศร์กรมหมื่นนเรศร์โยธี และกรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 โครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ใช้ผังนี้

ในแหล่งข้อมูลระบุว่าเจดีย์ที่มีผังย่อมุมไม้ 20 จะมีองค์ประกอบต่อเนื่องขึ้นไปตามลำดับดังนี้ฐานประทักษิณเป็นฐานชั้นล่างสุดที่เตี้ย ๆ ฐานเขียงและฐานสิงห์: มีฐานเขียง 1 ชั้น รองรับชุดฐานสิงห์ 3 ชั้น ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงการย่อมุมได้อย่างชัดเจน ส่วนกลาง มีบัวทรงคลุ่มรองรับองค์ระฆัง และตัวองค์ระฆังเองก็อยู่ในผังย่อมุมนี้ด้วย ส่วนยอด ประกอบด้วยบัลลังก์ บัวทรงคลุ่มเถา ปลี ลูกแก้ว และประดับยอดสุดด้วยเม็ดน้ำค้าง สรุปได้ว่า ผังย่อมุมไม้ 20 เป็นรูปแบบศิลปกรรมที่สะท้อนถึงความประณีตในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ซึ่งมักใช้กับเจดีย์ทรงเครื่องที่มีความสำคัญ เพื่อแสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงและการถวายเป็นพุทธบูชาของเหล่าเจ้านาย


Wat Rakhang by ลักษณาวดี มีซิน


วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

โรงภาพยนต์เทียนกัวเทียน

 





Yaowarat road by Vee Samsri



ทั้งสองภาพสะท้อนให้เห็นว่าย่านโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน (天外天) ในเยาวราช เป็นพื้นที่ที่มีพลวัตสูงและเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย โดยสามารถขยายความรายละเอียดที่แหล่งข้อมูลกล่าวถึงได้ดังนี้

1. การเป็นศูนย์กลางความบันเทิงและธุรกิจที่หลากหลาย ในภาพปี 1890 แสดงให้เห็นว่าอาคารโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียนเป็น แลนด์มาร์ค ที่สำคัญของย่านนี้ ด้วยความสูงถึง 4-5 ชั้นซึ่งโดดเด่นกว่าตึกโดยรอบ นอกจากจะเป็นสถานบันเทิงแล้ว แหล่งข้อมูลยังระบุว่าอาคารเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของ โรงรับจำนำยี่ห้อไห้ตังหมู่สะท้อนถึงการใช้พื้นที่แบบอเนกประสงค์ (Mixed-use) ที่รวมทั้งความบันเทิงและการเงินไว้ในจุดเดียว

2. วิวัฒนาการทางการค้าและป้ายโฆษณา แหล่งข้อมูลแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของประเภทธุรกิจในย่านนี้ ยุคแรก (1890) เน้นป้ายภาษาจีนดั้งเดิมและป้ายภาษาไทยที่เขียนด้วยลายมือ ยุคหลังธุรกิจมีความเป็นสากลและเฉพาะทางมากขึ้น ปรากฏป้ายภาษาอังกฤษอย่าง RUBBER STAMP(รับทำตรายาง) และป้ายร้านอาหารระดับพรีเมียมอย่าง SHARK'S FIN & BIRD'S NEST (หูฉลามและรังนก) ซึ่งมีการใช้ป้ายกล่องไฟและสปอร์ตไลท์เพื่อดึงดูดลูกค้าในยามค่ำคืน

3. วิถีชีวิตและบรรยากาศริมถนน บรรยากาศในย่านนี้คือภาพจำของ สตรีทไลฟ์ (Street Life) ของกรุงเทพฯ: การสัญจร ในอดีตเต็มไปด้วยคนเดินเท้าและ รถลาก (Rickshaw) บนถนนที่ยังเป็นพื้นดิน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ในยุคต่อมา วัฒนธรรมการกินแหล่งข้อมูลแสดงให้เห็นภาพผู้คนนั่งรับประทานอาหารริมทางเท้าใต้ร่มคันใหญ่ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ความเป็นอยู่ อาคารตึกแถวยังทำหน้าที่เป็นที่พักอาศัย โดยมีหลักฐานจากการตากผ้าตามระเบียงตึกในภาพอดีต และการติดตั้งคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศตามผนังตึกในยุคหลัง 

4. การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งข้อมูลชี้ให้เห็นความเจริญด้านสาธารณูปโภคที่น่าสนใจในปี 1890 เริ่มมี เสาไฟฟ้าไม้และสายไฟ พาดผ่านถนน ซึ่งถือว่าทันสมัยมากในยุคนั้น การตากผ้าที่ปรากฏบริเวณระเบียงชั้นบนของตึกแถว โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดในภาพถ่ายปี 1890 ของโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน สะท้อนถึงความเป็นอยู่และวิถีชีวิตในย่านเยาวราชได้หลายแง่มุม

 ลักษณะการใช้พื้นที่แบบผสมผสาน (Mixed-use) การตากผ้าเป็นเครื่องยืนยันว่าอาคารตึกแถวในย่านนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประกอบธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นอีกด้วย โดยปกติชั้นล่างจะเปิดเป็นร้านค้าหรือสถาน

ประกอบการ เช่น โรงรับจำนำ ยี่ห้อไห้ตังหมู่ ในขณะที่ชั้นบนถูกใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับพักอาศัยของครอบครัวเจ้าของร้านหรือแรงงานในย่านนั้น ข้อจำกัดด้านพื้นที่ส่วนตัว: ในย่านธุรกิจที่ดินมีราคาสูงและมีการสร้างตึกแถวเรียงชิดติดกัน ทำให้ไม่มีพื้นที่ว่างหรือลานหลังบ้านสำหรับซักล้างหรือตากผ้า ระเบียงหน้าตึกที่หันเข้าหาถนนจึงกลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่สำคัญในการทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่

คุ้นตาของชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นสูง วิถีชีวิตของชนชั้นกลางและแรงงานเสื้อผ้าที่ตากอยู่ส่วนใหญ่เป็นเสื้อสีขาวและกางเกงที่เน้นความคล่องตัว ซึ่งสอดคล้องกับการแต่งกายของผู้คนบนท้องถนนที่มักเป็นพ่อค้าและกลุ่มแรงงาน สิ่งนี้บอกถึงความเป็นอยู่ที่เป็นระเบียบเรียบง่ายและเน้นการทำมาหากิน โดยอาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งงานหรือสถานประกอบการของตนเอง การปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศการตากผ้าในพื้นที่เปิดโล่งบนระเบียงชั้นบนช่วยให้ผ้าได้รับแสงแดดและลมได้ดี ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการจัดการงาน

บ้านในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของกรุงเทพฯ โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างอาคารที่มีระเบียงและหน้าต่างจำนวนมาก ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลโดยตรงในเชิงประวัติศาสตร์สังคม การตากผ้าหน้าบ้านในย่านเยาวราชยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความเป็นส่วนตัว (Privacy) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของชุมชนชาวจีนในต่างแดน (Chinatown) ทั่วโลก ที่ผู้คนมักเชื่อม

โยงพื้นที่ส่วนตัวเข้ากับพื้นที่สาธารณะของถนนอย่างแยกไม่ออกครับ โดยคุณอาจพบเห็นวิถีชีวิตลักษณะนี้ได้ในบันทึกเกี่ยวกับชุมชนชาวจีนยุคเก่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเติม ข้อมูลทั้งสองภาพสะท้อนให้เห็นว่าย่านโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน (天外天) ในเยาวราช เป็นพื้นที่ที่มีพลวัตสูงและเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย โดยสามารถขยายความรายละเอียดที่แหล่งข้อมูลกล่าวถึงได้ดังนี้

1. การเป็นศูนย์กลางความบันเทิงและธุรกิจที่หลากหลาย ในภาพปี 1890 แสดงให้เห็นว่าอาคารโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียนเป็น แลนด์มาร์ค ที่สำคัญของย่านนี้ ด้วยความสูงถึง 4-5 ชั้นซึ่งโดดเด่นกว่าตึกโดยรอบ นอกจากจะเป็นสถานบันเทิงแล้ว แหล่งข้อมูลยังระบุว่าอาคารเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของ โรงรับจำนำยี่ห้อไห้ตังหมู่ สะท้อนถึงการใช้พื้นที่แบบอเนกประสงค์ (Mixed-use) ที่รวมทั้งความบันเทิงและการเงินไว้ในจุดเดียว

2. วิวัฒนาการทางการค้าและป้ายโฆษณา แหล่งข้อมูลแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของประเภทธุรกิจในย่านนี้ ยุคแรก (1890) เน้นป้ายภาษาจีนดั้งเดิมและป้ายภาษาไทยที่เขียนด้วยลายมือ ยุคหลัง ธุรกิจมีความเป็นสากลและเฉพาะทางมากขึ้น ปรากฏป้ายภาษาอังกฤษอย่าง RUBBER STAMP (รับทำตรายาง) และป้ายร้านอาหารระดับพรีเมียมอย่าง SHARK'S FIN & BIRD'S NEST (หูฉลามและรังนก) ซึ่งมีการใช้ป้ายกล่องไฟและสปอร์ตไลท์เพื่อดึงดูดลูกค้าในยามค่ำคืน

3. วิถีชีวิตและบรรยากาศริมถนน บรรยากาศในย่านนี้คือภาพจำของ สตรีทไลฟ์ (Street Life) ของกรุงเทพฯ การสัญจร ในอดีตเต็มไปด้วยคนเดินเท้าและ รถลาก (Rickshaw) บนถนนที่ยังเป็นพื้นดิน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ในยุคต่อมา วัฒนธรรมการกินแหล่งข้อมูลแสดงให้เห็นภาพผู้คนนั่งรับประทานอาหารริมทางเท้าใต้ร่มคันใหญ่ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ความเป็นอยู่อาคารตึกแถวยังทำหน้าที่เป็นที่พักอาศัย โดยมีหลักฐานจากการตากผ้าตามระเบียงตึกในภาพอดีต และการติดตั้งคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศตามผนังตึกในยุคหลัง

4. การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งข้อมูลชี้ให้เห็นความเจริญด้านสาธารณูปโภคที่น่าสนใจในปี 1890 เริ่มมี เสาไฟฟ้าไม้และสายไฟ พาดผ่านถนน ซึ่งถือว่าทันสมัยมากในยุคนั้น

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

วงเวียนใหญ่

 




Decoding Wongwian Yai by Puyana



จากภาพถ่ายประวัติศาสตร์ วงเวียนใหญ่ในปี 2497 แหล่งข้อมูลนี้ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตของย่านวงเวียนใหญ่ในยุคนั้นไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

ศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์จุดเด่นที่สุดในภาพคือพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ประดิษฐานอย่างสง่างามอยู่บนแท่นสูงใจกลางวงเวียน ในท่าทรงม้าศึกและชูพระแสงดาบ ซึ่งเพิ่งมีการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในปีเดียวกับที่ถ่ายภาพนี้ (พ.ศ. 2497) ลักษณะสถาปัตยกรรม อาคารโดยรอบวงเวียนส่วนใหญ่เป็นตึกแถวไม้

หรืออาคารพาณิชย์สูง 2-3 ชั้น ซึ่งมีความเรียบง่ายและมีความสูงไม่มากนัก ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบดูโปร่งตาและส่งให้องค์อนุสาวรีย์ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ผังเมืองและสาธารณูปโภคแหล่งข้อมูลแสดงให้เห็นการวางผังวงเวียนที่ชัดเจน มีการกั้นรั้วเหล็กเตี้ยสีเขียวอ่อนรอบบริเวณฐานอนุสาวรีย์อย่างเป็นระเบียบ พร้อมทั้งมีการติดตั้งเสาไฟถนนทรงสูงที่มีโคมไฟโค้งมน ซึ่งสะท้อนถึงความทันสมัยของย่านนี้ในยุคนั้น วิถีชีวิตและการคมนาคมในภาพมีรถยนต์รุ่นเก่าสีเขียววิ่งสัญจรอยู่ สะท้อนถึงยุคที่การเดินทางด้วยรถยนต์เริ่ม

เข้ามามีบทบาทแทนที่การสัญจรทางน้ำ และพฤติกรรมของผู้ขับขี่ที่เปิดกระจกขับรถ (สังเกตจากการวางแขนบนขอบหน้าต่าง) แสดงถึงสภาพอากาศที่ยังเย็นสบายและมลภาวะบนท้องถนนที่ยังน้อยมาก สภาพแวดล้อมและคุณภาพอากาศท้องฟ้าในแหล่งข้อมูลมีความโปร่งสว่าง ทัศนวิสัยดีเยี่ยม สามารถมองเห็นรายละเอียดของเมฆและอาคารที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดเจน สะท้อนถึงสภาพเมืองที่ยังไม่หนาแน่นและไม่มีปัญหาฝุ่นควันอย่างในปัจจุบัน ภาพรวมจากแหล่งข้อมูลนี้จึงเป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านของย่านวงเวียนใหญ่ จากวิถีชีวิตดั้งเดิมสู่ความเป็นเมืองสมัยใหม่ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนในพุทธศตวรรษที่ 25 การเดินทางไปแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ด้วยรถไฟมีเสน่ห์เฉพาะตัวเนื่องจากเป็นเส้นทางที่ไม่ได้เชื่อมต่อกันยาวรวดเดียว โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านประวัติศาสตร์เดียวกับพระบรมราชานุสาวรีย์ที่ปรากฏในภาพถ่ายปี พ.ศ. 2497 โดยมีขั้นตอนการเดินทางดังนี้

เริ่มต้นที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ คุณต้องเดินทางมายังสถานีนี้เพื่อซื้อตั๋วรถไฟสายวงเวียนใหญ่ - มหาชัย (ย่านวงเวียนใหญ่คือจุดศูนย์กลางการคมนาคมที่เห็นในภาพแหล่งข้อมูล) เดินทางสู่สถานีมหาชัย นั่งรถไฟจากวงเวียนใหญ่ไปสุดสายที่สถานีมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเส้นทางนี้จะผ่านย่านที่พักอาศัยและสวนในแถบชานเมือง นั่งเรือข้ามฟากแม่น้ำท่าจีน เมื่อถึงสถานีมหาชัย คุณต้องเดินออกจากสถานีมหาชัยมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเพื่อนั่งเรือข้ามฟากไปยังฝั่งท่าฉลอม ต่อไปยังสถานีบ้านแหลม เมื่อข้ามฝั่งไปถึงท่าฉลอมแล้ว ให้เดินต่อไปอีกเล็กน้อยเพื่อไปยังสถานีรถไฟบ้านแหลม เพื่อขึ้นรถไฟอีกขบวนหนึ่งในสายบ้านแหลม - แม่กลอง ถึงสถานีแม่กลอง ตลาดร่มหุบ รถไฟ

ขบวนนี้จะพาคุณไปสุดทางที่สถานีแม่กลอง ซึ่งความตื่นเต้นจะอยู่ที่ช่วงสุดท้ายที่รถไฟจะแล่นผ่านกลางตลาดร่มหุบที่พ่อค้าแม่ค้าจะรีบเก็บแผงหลบขบวนรถอย่างรวดเร็วครับ หมายเหตุ ข้อมูลขั้นตอนการเดินทางเหล่านี้เป็นการรวบรวมจากประวัติศาสตร์การเดินรถและบทสนทนาของเรา ซึ่งไม่ได้มีระบุรายละเอียดขั้นตอนการซื้อตั๋วหรือจุดต่อรถในภาพถ่ายแหล่งข้อมูลโดยตรง ผมแนะนำให้คุณตรวจสอบตารางเวลาเดินรถปัจจุบันของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกครั้ง เนื่องจากการเดินรถของทั้งสองช่วง (วงเวียนใหญ่-มหาชัย และ บ้านแหลม-แม่กลอง) จะต้องใช้เวลาที่สัมพันธ์กันเพื่อให้การเดินทางต่อเนื่อง

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

Hidden Mosque Legacy

 



Yaowarat by ลักษณาวดี มีซิน


มัสยิดหลวงโกชาอิศหากตั้งอยู่ใน ย่านการค้าสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยและแหล่งค้าขายที่สำคัญของชาวจีนในกรุงเทพมหานคร โดยมัสยิดแห่งนี้ถือเป็น มัสยิดเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนและร้านค้าของชาวจีน ในย่านนี้อย่างโดดเด่น รายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งของมัสยิดตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลมีดังนี้ ที่ตั้งตามเขตการปกครอง ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 979 ถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จุดยุทธศาสตร์ทางการค้ามัสยิดตั้งอยู่ใกล้กับ ท่าน้ำราชวงศ์ ซึ่งในอดีตเป็นจุดจอดเรือและขนถ่ายสินค้าที่สำคัญของพ่อค้ามุสลิมและชาวต่างชาติตั้งแต่บริเวณบางรักไปจนถึงท่าราชวงศ์ความสัมพันธ์กับย่านใกล้เคียงแม้พื้นที่โดยรอบมัสยิดจะไม่มีชุมชนอิสลามอาศัยอยู่ แต่เป็นที่รวมตัวของชาวมุสลิมที่เข้ามาประกอบธุรกิจในย่านการค้าใกล้เคียง เช่น เยาวราช (กลุ่มพ่อค้าอัญมณี) และชาวมุสลิมนานาชาติที่มาซื้อสินค้าในย่าน สำเพ็งและพาหุรัดสภาพแวดล้อมในอดีตก่อนที่จะมีการตัดถนนทรงวาด พื้นที่บริเวณนี้เคยมีลักษณะเป็นร่องสวนที่ต้องใช้สะพานเล็กๆ ในการสัญจรเข้าไป มัสยิดหลวงโกชาอิศหากจึงเปรียบเสมือน ใจกลาง


แห่งศรัทธาในย่านการค้าที่ดำรงอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมไทย-จีนบนถนนทรงวาดมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบันตระกูลสมันตรัฐ เป็นตระกูลมุสลิมสายขุนนางที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์การปกครองและศาสนาของไทย โดยมีต้นกำเนิดและมรดกที่สืบทอดต่อกันมาดังนี้ต้นกำเนิดและนามสกุลพระราชทาน บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลนี้มีต้นสายมาจาก หลวงโกชาอิศหาก ชื่อเดิม เกิด บินอับดุลลาห์ซึ่งเป็นชาวมลายูจากเมืองไทรบุรี (ขณะนั้นเป็นของไทย) ที่อพยพมาอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงปลายรัชกาลที่ 1 ท่านรับราชการเป็นล่ามมลายูในกรมท่าขวา และเป็นผู้ก่อตั้งมัสยิดหลวงโกชาอิศหากบนถนนทรงวาด นามสกุล สมันตรัฐ เดิมสมาชิกในตระกูลใช้นามสกุลว่า บินอับดุลลาห์จนกระทั่งในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 พระองค์ได้พระราชทานนามสกุลไทยให้ว่า สมันตรัฐ แก่ พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์) บุคคลสำคัญและบทบาททางการเมือง พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์): ท่านเป็นบุตรคน
ที่ 8 ของหลวงโกชาอิศหาก (มารดาเป็นเชื้อสายจีน) ท่านมีประวัติที่น่าสนใจคือได้ไปเรียนรู้ขนบธรรมเนียม

การปกครองแบบมลายูที่มาเลเซียตั้งแต่อายุ 12 ปี ก่อนจะกลับมารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คนแรกของจังหวัดสตูล เจิม ศักดิ์ สมันตรัฐบุตรของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ เคย
ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างตึงเครียด คุณชัยรัฐ สมันตรัฐ หลานของหลวงโกชาอิศหาก ผู้ให้ข้อมูลประวัติตระกูล ปัจจุบันทำหน้าที่ดูแลมัสยิดหลังจากเกษียณอายุการทำงานจากรัฐวิสาหกิจ การสืบทอดมรดกทางศรัทธาและการบริหารจัดการ ดูแลมัสยิด มัสยิดหลวงโกชาอิศหากบริหารงานโดยบุคคลในตระกูลสมันตรัฐ หรือ มันตรัฐ ตามการเรียกใน

บางแหล่ง) มาโดยตลอด โดยคณะกรรมการมัสยิดประกอบด้วยลูกหลานในตระกูลทั้งหมด ไม่มีคนนอก ความมั่นคงทางการเงิน: ตระกูลได้บริหารจัดการรายได้จาก ตึกแถว 11 ห้อง บริเวณหน้ามัสยิด เพื่อนำมาใช้ในการบำรุงรักษาศาสนสถาน ทำให้ไม่ต้องไปเรี่ยไรเงินจากผู้อื่น ถิ่นที่อยู่ แม้จะมีเครือญาติอยู่ที่จังหวัดสตูลเป็นจำนวนมาก แต่ศูนย์กลางของตระกูลในกรุงเทพฯ อยู่ที่ ซอยเจริญนคร 21 (พื้นที่เดิมของหลวงโกชาอิศหาก) ซึ่งลูกหลานทั้ง 16 คนของท่านเคยอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ ตระกูลสมันตรัฐจึงเปรียบเสมือน สะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสยามและแหลมมลายู ผ่านการทำงานรับราชการปกครองและการดำรงรักษาอัตลักษณ์ทางศาสนาไว้ในย่านการค้าใจกลางกรุงอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ชีวิตคือความท้าทาย





ถ้าเราท้าทายกับการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของเรา ด้วยความเชื่อมั่นว่า เราจะได้รับชัยชนะในชีวิตในที่สุด เราจะสามารถขยายสภาพชีวิตของเราได้อย่างกว้างใหญ่ เราจะได้รับสภาพชีวิตแห่งอิสระที่ไม่มีขอบเขตจำกัดซึ่งจะทำให้เราโอบอุ้มความยากลำบากและความเศร้าโศกทั้งหลายได้ราวกับมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่เวลาจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน เมื่อความสำคัญของประสบการณ์ทั้งหลายของเราปรากฏชัดออกมา ด้วยเหตุผลดังกล่าว สิ่งสำคัญคือเราต้องยังคงมุ่งหน้าต่อไปบนพื้นฐานของความไม่ประมาท

บทความที่เขียนขึ้นนี้เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้ที่กำลังท้อแท้หรือหมดหวังในชีวิตโดยการนำเสนอบทความนี้จะประมวลนำเอาประสบการของตนเองบ้าง - คนรอบข้างบ้างนำมาเรียบเรียงและรวบรวมเป็นหมวดหมู่หรือว่าหัวข้อชวนคิด - ชวนคุย หวังว่าจะได้สาระบ้างไม่มากก็น้อย.....Sgi International Association



วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ห้องสมุดบางกอกคุณค่าของการถ่ายภาพ




ห้องสมุด

ดอกเตอร์ วังการี







ดร.วังการี มาไธ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและผู้รับรางวัลโนเบล ด้านสันติภาพ ชาวเคนยา ผู้ซึ่งข้าพเจ้าและภรรยามีมิตรภาพอย่างอบอุ่น เขียนไว้ว่า ทุกคนที่เคยบรรลุความสำเร็จในเรื่องใด ๆ ล้วนเคยล้มลงหลายครั้ง แต่ทุกคนลุกขึ้นและสู้ต่อไป และนั่นคือสิ่งที่ดิฉันพยายามทำอยู่เสมอ บุคคลผู้ยิ่งใหญ่จะไม่ยอมแพ้
โปรดดำเนินชีวิตด้วยความตั้งใจที่จะท้าทายความยากลำบากอย่างกล้าหาญ ไมว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน และมีชัยชนะในที่สุด




วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บางกอกครั้งอดีตคุณค่าของการถ่ายภาพ





เปิดตำนานแร้งวัดสระเกศเปรตวัดสุทัศน์




แล้วทำไมต้องเป็นวัดสระเกศ ?ต้องบอกก่อนว่าสมัยก่อนเขาห้ามเผาศพกันในเมือง ใครตายก็ต้องโน่นเลยนอกกำแพงเมืองโน่นแล้วประตูเมืองที่เค้าอนุญาตให้เอาศพผ่านก้อมีประตูเดียว ที่เรียกว่า ประตูผีนั่นแหละทีนี้วัดสระเกศก็อยู่ใกล้กับประตูผีนั่นพอดี ผ่านประตูเมืองมาก็เจอกับวัดสระเกศเป็นวัดแรกก็เลยต้องเอาศพมาทิ้งที่นี่เพราะสะดวกดี ก็เพราะมันเป็นอย่างนี้เวลาพูดถึงแร้ง เลยทำให้นึกไปถึงวัดอื่นไม่ได้นอกจากวัดสระเกศแต่ถ้าพูดถึงแร้งวัดสระเกศแล้วไม่พูดถึงเปรตวัดสุทัศน์ ก็จะดูเหมือนเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ เพราะเรามักจะได้ยินสองอย่างนี้คู่กันเสมอ ๆ สำหรับ เปรตนั้น ก็เป็นชื่อเรียกผีหรือมนุษย์ที่ทำบาปทำกรรมหนักหนาสาหัสเมื่อตายไปแล้วก็จะมาเกิดเป็นเปรตเพื่อชดใช้กรรมที่ทำไว้เมื่อยังเป็นมนุษย์



วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

ความหวัง





ราสามารถฉายส่องได้อย่างแท้จริง

โดยการซื่อสัตย์กับตัวเอง

ตามลักษณะเด่นของเรา

ด้วยความจริงใจ และความตั้งใจ

ขอให้ก้าวหน้าไปบนหนทางที่ถูกต้อง

ผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยวิธีดังกล่าว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า

จะต้องมีชัยชนะเมื่อสิ้นสุดของวัน By..
...Nichiren Buddhism