ลักษณาวดี

ลักษณาวดี
ภาพถ่าย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธทาส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธทาส แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆสิตาราม

 




วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งแสดงให้เห็นอาคารไม้ทรงไทยโบราณหรือหอไตร ซึ่งในทางประวัติศาสตร์เป็นที่ทราบกันว่าเป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี เนื่องจากท่านเคยใช้เป็นที่จำพรรษาและรวบรวมพระไตรปิฎก อย่างไรก็ตาม ในแหล่งข้อมูลชุดนี้ไม่มีเนื้อหาที่เป็นข้อความระบุรายละเอียดประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี โดยตรง หากอ้างอิงจากการสนทนาก่อนหน้านี้ 

ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมาก เป็นผู้สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง และเป็นผู้นำบทสวดชินบัญชรมาเผยแผ่ สถาปัตยกรรมแบบย่อมุมไม้ 20 มีจุดเด่นที่แตกต่างจากผังแบบอื่น เช่น ผังแปดเหลี่ยม หรือย่อมุมไม้สิบสอง ในด้านความละเอียดลออและการสร้างรูปทรงที่ดูอ่อนช้อยและนุ่มนวลกว่า โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจจากแหล่งข้อมูลดังนี้

ความประณีตของมุมที่เพิ่มขึ้นการ ย่อมุมไม้ 20 หมายถึงการนำมุมใหญ่ทั้ง 4 มุมของผังรูปสี่เหลี่ยม มาแบ่งย่อยออกเป็นมุมเล็ก ๆ อีกมุมละ 5 มุม รวมเป็น 20 มุม ซึ่งช่วยให้องค์เจดีย์ลดความแข็งกระด้างของรูปทรงสี่เหลี่ยมลง และเปลี่ยนจากรูปทรงที่ดูเป็นเหล็กเป็นรูปทรงที่ดูค่อนไปทางวงกลมมากขึ้นแต่ยังคงความคมชัดของเส้นสายไว้ การรองรับชุดฐานที่ซับซ้อนจุดเด่นที่พบในผังแบบนี้คือการใช้รองรับ ชุดฐานสิงห์ ที่มีความซ้อนกันหลายชั้น ในแหล่งข้อมูลระบุว่าเจดีย์ย่อมุมไม้ 20 ที่วัดอมรินทรารามมีชุดฐานสิงห์ซ้อนกันถึง 3 ชั้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ส่งเสริมให้เจดีย์ดูเพรียวระหงและสูงโปร่งกว่าเจดีย์ผังแบบอื่น ความต่อเนื่องของรูปทรง

ผังย่อมุมไม้ 20 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ฐาน แต่จะถูกถ่ายทอดรูปทรงขึ้นไปสู่ส่วนกลางและส่วนยอดของเจดีย์ด้วย เช่น การใช้บัวทรงคลุ่ม รองรับองค์ระฆัง และการไล่ระดับไปจนถึงบัลลังก์และบัวทรงคลุ่มเถาที่ส่วนยอด ทำให้องค์ประกอบทั้งหมดดูสอดรับกันอย่างเป็นเอกภาพ สัญลักษณ์ของงานช่างชั้นสูง ผังย่อมุมไม้ 20 มักถูกเลือกใช้ในงานที่เป็น เจดีย์ทรงเครื่อง ซึ่งมีความสำคัญสูง เช่น เจดีย์ที่สร้างโดยเจ้านายวังหลัง 3 องค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่ประณีตที่สุดในยุคนั้น

สรุป  ได้ว่า จุดเด่นที่แตกต่างคือความถี่ของเหลี่ยมมุมที่มากกว่า ทำให้เกิดมิติของแสงและเงาที่ซับซ้อนและสวยงามกว่าผังย่อมุมแบบอื่นนั่นเองผังย่อมุมไม้ 20 ในงานสถาปัตยกรรมไทย คือเทคนิคการออกแบบฐานหรือองค์ระฆังของเจดีย์ โดยการนำมุมทั้ง 4 ของรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมาตัดแบ่งย่อยออกเป็นมุมเล็กๆ มุมละ 5 มุม เมื่อรวมทั้ง 4 ด้านจึงกลายเป็น 20 มุม ซึ่งช่วยให้รูปทรงของเจดีย์ดูมีความนุ่มนวล ประณีต และมีความซับซ้อนของแสงเงามากกว่ารูปทรงสี่เหลี่ยมปกติ จากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ มีรายละเอียดการใช้ผังย่อมุมไม้ 20 ที่น่าสนใจดังนี้

ตัวอย่างที่ชัดเจนปรากฏในเจดีย์ทรงเครื่อง 3 องค์ ที่วัดอมรินทราราม ซึ่งสร้างโดยเจ้านายวังหลัง กรมหมื่นนราเทเวศร์กรมหมื่นนเรศร์โยธี และกรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 โครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ใช้ผังนี้

ในแหล่งข้อมูลระบุว่าเจดีย์ที่มีผังย่อมุมไม้ 20 จะมีองค์ประกอบต่อเนื่องขึ้นไปตามลำดับดังนี้ฐานประทักษิณเป็นฐานชั้นล่างสุดที่เตี้ย ๆ ฐานเขียงและฐานสิงห์: มีฐานเขียง 1 ชั้น รองรับชุดฐานสิงห์ 3 ชั้น ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงการย่อมุมได้อย่างชัดเจน ส่วนกลาง มีบัวทรงคลุ่มรองรับองค์ระฆัง และตัวองค์ระฆังเองก็อยู่ในผังย่อมุมนี้ด้วย ส่วนยอด ประกอบด้วยบัลลังก์ บัวทรงคลุ่มเถา ปลี ลูกแก้ว และประดับยอดสุดด้วยเม็ดน้ำค้าง สรุปได้ว่า ผังย่อมุมไม้ 20 เป็นรูปแบบศิลปกรรมที่สะท้อนถึงความประณีตในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ซึ่งมักใช้กับเจดีย์ทรงเครื่องที่มีความสำคัญ เพื่อแสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงและการถวายเป็นพุทธบูชาของเหล่าเจ้านาย


Wat Rakhang by ลักษณาวดี มีซิน


วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

วงเวียนใหญ่

 




Decoding Wongwian Yai by Puyana



จากภาพถ่ายประวัติศาสตร์ วงเวียนใหญ่ในปี 2497 แหล่งข้อมูลนี้ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตของย่านวงเวียนใหญ่ในยุคนั้นไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

ศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์จุดเด่นที่สุดในภาพคือพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ประดิษฐานอย่างสง่างามอยู่บนแท่นสูงใจกลางวงเวียน ในท่าทรงม้าศึกและชูพระแสงดาบ ซึ่งเพิ่งมีการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในปีเดียวกับที่ถ่ายภาพนี้ (พ.ศ. 2497) ลักษณะสถาปัตยกรรม อาคารโดยรอบวงเวียนส่วนใหญ่เป็นตึกแถวไม้

หรืออาคารพาณิชย์สูง 2-3 ชั้น ซึ่งมีความเรียบง่ายและมีความสูงไม่มากนัก ทำให้ทัศนียภาพโดยรอบดูโปร่งตาและส่งให้องค์อนุสาวรีย์ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ผังเมืองและสาธารณูปโภคแหล่งข้อมูลแสดงให้เห็นการวางผังวงเวียนที่ชัดเจน มีการกั้นรั้วเหล็กเตี้ยสีเขียวอ่อนรอบบริเวณฐานอนุสาวรีย์อย่างเป็นระเบียบ พร้อมทั้งมีการติดตั้งเสาไฟถนนทรงสูงที่มีโคมไฟโค้งมน ซึ่งสะท้อนถึงความทันสมัยของย่านนี้ในยุคนั้น วิถีชีวิตและการคมนาคมในภาพมีรถยนต์รุ่นเก่าสีเขียววิ่งสัญจรอยู่ สะท้อนถึงยุคที่การเดินทางด้วยรถยนต์เริ่ม

เข้ามามีบทบาทแทนที่การสัญจรทางน้ำ และพฤติกรรมของผู้ขับขี่ที่เปิดกระจกขับรถ (สังเกตจากการวางแขนบนขอบหน้าต่าง) แสดงถึงสภาพอากาศที่ยังเย็นสบายและมลภาวะบนท้องถนนที่ยังน้อยมาก สภาพแวดล้อมและคุณภาพอากาศท้องฟ้าในแหล่งข้อมูลมีความโปร่งสว่าง ทัศนวิสัยดีเยี่ยม สามารถมองเห็นรายละเอียดของเมฆและอาคารที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดเจน สะท้อนถึงสภาพเมืองที่ยังไม่หนาแน่นและไม่มีปัญหาฝุ่นควันอย่างในปัจจุบัน ภาพรวมจากแหล่งข้อมูลนี้จึงเป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านของย่านวงเวียนใหญ่ จากวิถีชีวิตดั้งเดิมสู่ความเป็นเมืองสมัยใหม่ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนในพุทธศตวรรษที่ 25 การเดินทางไปแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ด้วยรถไฟมีเสน่ห์เฉพาะตัวเนื่องจากเป็นเส้นทางที่ไม่ได้เชื่อมต่อกันยาวรวดเดียว โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านประวัติศาสตร์เดียวกับพระบรมราชานุสาวรีย์ที่ปรากฏในภาพถ่ายปี พ.ศ. 2497 โดยมีขั้นตอนการเดินทางดังนี้

เริ่มต้นที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ คุณต้องเดินทางมายังสถานีนี้เพื่อซื้อตั๋วรถไฟสายวงเวียนใหญ่ - มหาชัย (ย่านวงเวียนใหญ่คือจุดศูนย์กลางการคมนาคมที่เห็นในภาพแหล่งข้อมูล) เดินทางสู่สถานีมหาชัย นั่งรถไฟจากวงเวียนใหญ่ไปสุดสายที่สถานีมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเส้นทางนี้จะผ่านย่านที่พักอาศัยและสวนในแถบชานเมือง นั่งเรือข้ามฟากแม่น้ำท่าจีน เมื่อถึงสถานีมหาชัย คุณต้องเดินออกจากสถานีมหาชัยมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเพื่อนั่งเรือข้ามฟากไปยังฝั่งท่าฉลอม ต่อไปยังสถานีบ้านแหลม เมื่อข้ามฝั่งไปถึงท่าฉลอมแล้ว ให้เดินต่อไปอีกเล็กน้อยเพื่อไปยังสถานีรถไฟบ้านแหลม เพื่อขึ้นรถไฟอีกขบวนหนึ่งในสายบ้านแหลม - แม่กลอง ถึงสถานีแม่กลอง ตลาดร่มหุบ รถไฟ

ขบวนนี้จะพาคุณไปสุดทางที่สถานีแม่กลอง ซึ่งความตื่นเต้นจะอยู่ที่ช่วงสุดท้ายที่รถไฟจะแล่นผ่านกลางตลาดร่มหุบที่พ่อค้าแม่ค้าจะรีบเก็บแผงหลบขบวนรถอย่างรวดเร็วครับ หมายเหตุ ข้อมูลขั้นตอนการเดินทางเหล่านี้เป็นการรวบรวมจากประวัติศาสตร์การเดินรถและบทสนทนาของเรา ซึ่งไม่ได้มีระบุรายละเอียดขั้นตอนการซื้อตั๋วหรือจุดต่อรถในภาพถ่ายแหล่งข้อมูลโดยตรง ผมแนะนำให้คุณตรวจสอบตารางเวลาเดินรถปัจจุบันของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกครั้ง เนื่องจากการเดินรถของทั้งสองช่วง (วงเวียนใหญ่-มหาชัย และ บ้านแหลม-แม่กลอง) จะต้องใช้เวลาที่สัมพันธ์กันเพื่อให้การเดินทางต่อเนื่อง

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

Hidden Mosque Legacy

 



Yaowarat by ลักษณาวดี มีซิน


มัสยิดหลวงโกชาอิศหากตั้งอยู่ใน ย่านการค้าสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยและแหล่งค้าขายที่สำคัญของชาวจีนในกรุงเทพมหานคร โดยมัสยิดแห่งนี้ถือเป็น มัสยิดเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนและร้านค้าของชาวจีน ในย่านนี้อย่างโดดเด่น รายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งของมัสยิดตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลมีดังนี้ ที่ตั้งตามเขตการปกครอง ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 979 ถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จุดยุทธศาสตร์ทางการค้ามัสยิดตั้งอยู่ใกล้กับ ท่าน้ำราชวงศ์ ซึ่งในอดีตเป็นจุดจอดเรือและขนถ่ายสินค้าที่สำคัญของพ่อค้ามุสลิมและชาวต่างชาติตั้งแต่บริเวณบางรักไปจนถึงท่าราชวงศ์ความสัมพันธ์กับย่านใกล้เคียงแม้พื้นที่โดยรอบมัสยิดจะไม่มีชุมชนอิสลามอาศัยอยู่ แต่เป็นที่รวมตัวของชาวมุสลิมที่เข้ามาประกอบธุรกิจในย่านการค้าใกล้เคียง เช่น เยาวราช (กลุ่มพ่อค้าอัญมณี) และชาวมุสลิมนานาชาติที่มาซื้อสินค้าในย่าน สำเพ็งและพาหุรัดสภาพแวดล้อมในอดีตก่อนที่จะมีการตัดถนนทรงวาด พื้นที่บริเวณนี้เคยมีลักษณะเป็นร่องสวนที่ต้องใช้สะพานเล็กๆ ในการสัญจรเข้าไป มัสยิดหลวงโกชาอิศหากจึงเปรียบเสมือน ใจกลาง


แห่งศรัทธาในย่านการค้าที่ดำรงอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมไทย-จีนบนถนนทรงวาดมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบันตระกูลสมันตรัฐ เป็นตระกูลมุสลิมสายขุนนางที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์การปกครองและศาสนาของไทย โดยมีต้นกำเนิดและมรดกที่สืบทอดต่อกันมาดังนี้ต้นกำเนิดและนามสกุลพระราชทาน บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลนี้มีต้นสายมาจาก หลวงโกชาอิศหาก ชื่อเดิม เกิด บินอับดุลลาห์ซึ่งเป็นชาวมลายูจากเมืองไทรบุรี (ขณะนั้นเป็นของไทย) ที่อพยพมาอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงปลายรัชกาลที่ 1 ท่านรับราชการเป็นล่ามมลายูในกรมท่าขวา และเป็นผู้ก่อตั้งมัสยิดหลวงโกชาอิศหากบนถนนทรงวาด นามสกุล สมันตรัฐ เดิมสมาชิกในตระกูลใช้นามสกุลว่า บินอับดุลลาห์จนกระทั่งในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 พระองค์ได้พระราชทานนามสกุลไทยให้ว่า สมันตรัฐ แก่ พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์) บุคคลสำคัญและบทบาททางการเมือง พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์): ท่านเป็นบุตรคน
ที่ 8 ของหลวงโกชาอิศหาก (มารดาเป็นเชื้อสายจีน) ท่านมีประวัติที่น่าสนใจคือได้ไปเรียนรู้ขนบธรรมเนียม

การปกครองแบบมลายูที่มาเลเซียตั้งแต่อายุ 12 ปี ก่อนจะกลับมารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คนแรกของจังหวัดสตูล เจิม ศักดิ์ สมันตรัฐบุตรของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ เคย
ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างตึงเครียด คุณชัยรัฐ สมันตรัฐ หลานของหลวงโกชาอิศหาก ผู้ให้ข้อมูลประวัติตระกูล ปัจจุบันทำหน้าที่ดูแลมัสยิดหลังจากเกษียณอายุการทำงานจากรัฐวิสาหกิจ การสืบทอดมรดกทางศรัทธาและการบริหารจัดการ ดูแลมัสยิด มัสยิดหลวงโกชาอิศหากบริหารงานโดยบุคคลในตระกูลสมันตรัฐ หรือ มันตรัฐ ตามการเรียกใน

บางแหล่ง) มาโดยตลอด โดยคณะกรรมการมัสยิดประกอบด้วยลูกหลานในตระกูลทั้งหมด ไม่มีคนนอก ความมั่นคงทางการเงิน: ตระกูลได้บริหารจัดการรายได้จาก ตึกแถว 11 ห้อง บริเวณหน้ามัสยิด เพื่อนำมาใช้ในการบำรุงรักษาศาสนสถาน ทำให้ไม่ต้องไปเรี่ยไรเงินจากผู้อื่น ถิ่นที่อยู่ แม้จะมีเครือญาติอยู่ที่จังหวัดสตูลเป็นจำนวนมาก แต่ศูนย์กลางของตระกูลในกรุงเทพฯ อยู่ที่ ซอยเจริญนคร 21 (พื้นที่เดิมของหลวงโกชาอิศหาก) ซึ่งลูกหลานทั้ง 16 คนของท่านเคยอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ ตระกูลสมันตรัฐจึงเปรียบเสมือน สะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสยามและแหลมมลายู ผ่านการทำงานรับราชการปกครองและการดำรงรักษาอัตลักษณ์ทางศาสนาไว้ในย่านการค้าใจกลางกรุงอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ชีวิตคือความท้าทาย





ถ้าเราท้าทายกับการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของเรา ด้วยความเชื่อมั่นว่า เราจะได้รับชัยชนะในชีวิตในที่สุด เราจะสามารถขยายสภาพชีวิตของเราได้อย่างกว้างใหญ่ เราจะได้รับสภาพชีวิตแห่งอิสระที่ไม่มีขอบเขตจำกัดซึ่งจะทำให้เราโอบอุ้มความยากลำบากและความเศร้าโศกทั้งหลายได้ราวกับมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่เวลาจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน เมื่อความสำคัญของประสบการณ์ทั้งหลายของเราปรากฏชัดออกมา ด้วยเหตุผลดังกล่าว สิ่งสำคัญคือเราต้องยังคงมุ่งหน้าต่อไปบนพื้นฐานของความไม่ประมาท

บทความที่เขียนขึ้นนี้เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้ที่กำลังท้อแท้หรือหมดหวังในชีวิตโดยการนำเสนอบทความนี้จะประมวลนำเอาประสบการของตนเองบ้าง - คนรอบข้างบ้างนำมาเรียบเรียงและรวบรวมเป็นหมวดหมู่หรือว่าหัวข้อชวนคิด - ชวนคุย หวังว่าจะได้สาระบ้างไม่มากก็น้อย.....Sgi International Association



วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ดอกเตอร์ วังการี







ดร.วังการี มาไธ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและผู้รับรางวัลโนเบล ด้านสันติภาพ ชาวเคนยา ผู้ซึ่งข้าพเจ้าและภรรยามีมิตรภาพอย่างอบอุ่น เขียนไว้ว่า ทุกคนที่เคยบรรลุความสำเร็จในเรื่องใด ๆ ล้วนเคยล้มลงหลายครั้ง แต่ทุกคนลุกขึ้นและสู้ต่อไป และนั่นคือสิ่งที่ดิฉันพยายามทำอยู่เสมอ บุคคลผู้ยิ่งใหญ่จะไม่ยอมแพ้
โปรดดำเนินชีวิตด้วยความตั้งใจที่จะท้าทายความยากลำบากอย่างกล้าหาญ ไมว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน และมีชัยชนะในที่สุด




วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

ความหวัง





เราสามารถฉายส่องได้อย่างแท้จริง

โดยการซื่อสัตย์กับตัวเอง

ตามลักษณะเด่นของเรา

ด้วยความจริงใจ และความตั้งใจ

ขอให้ก้าวหน้าไปบนหนทางที่ถูกต้อง

ผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยวิธีดังกล่าว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า

จะต้องมีชัยชนะเมื่อสิ้นสุดของวัน By..
...Nichiren Buddhism

เงาชีวิต





ภาพนี้ถ่ายด้วยกล้องใช้ฟิล์มถ่ายไว้นานมากแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าฉันเกิดมาจากที่ไหน ? ลูกใครหลานใคร ? บัดนี้ฉันก็ยังไม่มีใครรู้ว่า? ฉันคือใคร? มีลูกหลานหรือไม่ ?แต่ฉันรู้ว่าฉัน เกิดมากับสิ่งแลกเปลี่ยน หิว ต้องกิน ง่วงต้องนอน หายง่วงต้องตื่น ป่วยต้องกินยา บางที่ป่วยก็แลกกับหายได้โดยไม่ต้องรักษาฉันอยู่คู่โลกมาช้านาน แต่ไม่ใช่ความต้องการของโลก ไม่ใช่ความต้องการของตัวเองและไม่ใช่สังคมต้องการเพียงแต่ว่าเขาให้กิดมา ฉันจึงต้องมีหน้าที่มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่ต้องทำลายชีวิตลง เพราะไม่นานคงต้องดับสูญ เมื่อมีชีวิตก็ต้องมีงาน เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษา โรค ส่วนที่อยู่อาศัย ประเทศของฉันมีที่กว้างขวางแต่ฉันก็ไม่เป็นเจ้าของก็ได้มีดินที่ฉันนั่ง ลุก เดิน ยืน และนอนได้เพี่ยงบางคืนก็หาชายคาได้ที่ไหน ก็ขอแอบอิงพอพ้นน้ำค้างงานของฉันคือให้ความสะอาดของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อมา ก็กลับหัว - กลับหางให้เพื่อสะดวกในการพาให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ถูกตำหนิบ่อยครั้งว่าย้ายที่ของฉันทำไม ? ฉันหายากยอมรับผิดด้วยความเงียบเพราะย้ายจากหัวไปหางเท่านั้น เมื่อก่อนเจ้าของจะจากไป ฉันยกมือไหว้ เขาให้สตางค์บางคนไม่ให้ ฉันก็ไหว้ บางคนที่ไม่ให้บอกว่าฉันไม่มี แต่เขาบอกว่าน่าสงสารฉันอมยิ้มและบอกว่าแค่คำนี้คุณให้ฉันมาเยอะแล้ว เพราะสงสารก็คงไม่ต้องการให้ฉันมีทุกข์...... 

เรียบเรียงโดย.......พิกุล พุทธศักราช 2525

บทความนี้คัดลอก(พิมพ์เป็นไฟล์)จากวารสาร พลังชีวิต ปีพุทธศักราช 2527 

คัดลอกบทความ..........กัลยาณมิตร



วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Wake - up Sermon

1-IMG_0127


ปรากฏการณ์ทั้งหลายล้วนเป็นมายาจงอย่ายึดติดในปรากฏการณ์ใด ๆ เลย แล้วจิตเธอจะเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธะแต่เมื่อเธอเข้าใจ ความผิด ความผิดก็ไม่ใช่ความผิดเพราะว่าความผิดมิได้มีอยู่จริง พระสูตรกล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่มีธรรมชาติเฉพาะของมันเองจงกระทำโดยไม่ต้องลังเล - สงสัยความผิดเป็นผลของความสงสัย เมื่อเธอเข้าใจเช่นนั้นการกระทำที่ผิดพลาดของ เธอในอดีตก็ถูกลบล้างไปหมด เมื่อเธอหลงความรู้สึกสัมผัสทั้ง 6 และขันธุ์ทั้ง 5 ก็ประกอบไปด้วยความทุกข์และความตาย ต่อเมื่อเธอตื่นแจ้งขึ้นความรู้สึกสัมผัสทั้ง 6 และขันธุ์ 5 ก็ประกอบไปด้วยนิพพานและความไม่ตายบุคคล ที่กำลังหาทางจะไม่มองข้ามตนเองเขารู้ว่า จิต นั่นแหละคือทาง ๆ นั้นแต่เมื่อเขาพบ จิต เขากลับไม่ได้พบอะไรเลยและเมื่อเขาพบทางเขากลับไม่ได้พบอะไรเลยเช่นกัน หากเธอคิดว่าเธอสามารถใช้จิตค้นหาทางได้เธอกำลังหลงแม้แต่.เธอกำลังหลงความเป็นพุทธภาวะก็ยังคงมีอยู่กับเธอ แต่เมื่อเธอตื่นรู้พุทธะภาวะกลับมิได้จำเป็น

ต้องมีอยู่นี่ก็เพราะว่าความ ตื่นรู้คือพุทธะภาวะภายในตัวมันเอง ถ้าเธอมองหาทาง ๆ นั้นจะไม่ปรากฏจนกว่ารูปกายของเธอจะหายไปมันคล้ายกับการปลอกเปลือกต้นไม้นั่นเอง รูปกายแห่งกรรมนี้อยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลามันมิได้มีความจริงแท้แน่นอน การปฏิบัติอยู่ตรงความคิดเห็นอันหลายหลากของเธอนั่นเองจงอย่าได้เกลียดชีวิตและความตายหรือรักในชีวิตและความตายรักษาทุก ๆ ความคิดของเธอให้ปราศจากความหลงและในชีวิตของเธอจะประจักษ์แจ้งต่อนิพพานและ ในความตายเธอจะประสบ

ความมั่นใจต่อความไม่เกิดอีกการได้เห็นรูปแต่ไม่แปดเปื้อนด้วยรูป การได้ยินเสียงแต่ไม่แปดเปื้อด้วยการได้ยินเสียง คือ ความหลุดพ้น ตาที่ไม่ยึดติดในรูปคือประตูแห่ง Zen หูที่ไม่ยึดติดในเสียงก็คือประตูแห่ง Zen ว่าโดยสรุป ผู้ที่รับรู้ในการมีอยู่และเข้าใจปรากฏการณ์โดยไม่ยึดติดกับมันคือผู้หลุด พ้นบุคคลที่รับรู้ปรากฏการณ์แต่เพียงภายนอก โดยมิได้เข้าใจถึงธรรมชาติที่แท้ของมันก็จะหลงเข้าไปจมแช่อยู่ในปรากฏการณ์ นั้นการไม่ยึดติดจมอยู่ในปรากฏการณ์แห่งทุกข์คือความหมายของการหลุดพ้น มันมิได้มีความหลุดพ้นอื่นอีกเมื่อเธอรู้ว่าจะรับรู้รูปอย่างไร รูปก็จะไม่ปรุงจิต จิตก็จะไม่ปรุงรูปรูป และจิตก็ยังคง

ความบริสุทธิ์อยู่เช่นเดิม เมื่อความหลงหายไป จิตคือ ดินแดนแห่งพุทธะเมื่อความหลงปรากฏขึ้นอีก พลันจิตก็กลายเป็นแดนนรกปุถุชน มักสร้างความหลงโดยการใช้ จิต ทำให้จิต เกิดเขาก็จะพบตัวเองอยู่ในแดนนรก โพธิสัตว์ทั้งหลายเห็นแจ้งในความหลงและไม่ใช้จิต ทำให้จิตเกิดเขาก็จะพบตัวเองอยู่ในดินแดนพุทธะเสมอถ้าหากเธอไม่ใช้ จิต สร้างจิต ทุก ๆ สภาวะก็ล้วนว่างเปล่าและทุก ๆ ความคิดก็จะสงบนิ่ง เธอก็จะไม่เคลื่อนจากแดนพุทธะหนึ่งไปสู่อีกแดนหนึ่ง แต่ถ้าหากเธอใช้จิตของเธอสร้างจิตทุก ๆ สภาวะจิตก็จะถูกรบกวนและทุก ๆ ความคิดจะเคลื่อนไหววุ่นวายเธอก็จะเคลื่อนจากแดนนรกหนึ่งไปสู่อีกแดนนรก หนึ่ง เมื่อความคิดเกิดขึ้นมันก็มีกรรมดี และ กรรมชั่ว มีสวรรค์ และ มีนรกต่อเมื่อไม่มีความคิดเกิดขึ้น

มันก็ไม่มีกรรมดีและกรรมชั่วไม่มีนรกและ สวรรค์ ร่างกายไม่ใช่เป็นสิ่งมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ดังนั้นการมีอยู่เหมือนกับปุถุชนและการไม่มีอยู่เหมือนเช่นปราชญ์คือบทสรุป ที่ว่าผู้รู้ทั้งหลายย่อมมิต้องกระทำอะไร ใจของเขาว่างเปล่าและกว้างขวางดุจท้องฟ้านั่นคือบุคคลที่อยู่ในพุทธมรรคอย่าง สมบูรณ์ ย่อมอยู่นอกเหนือความเป็นอรหันต์หรือปุถุชน เมื่อจิตถึงนิพพานเธอจะไม่เห็นนิพพานเพราะจิตนั่นคือนิพพาน หาก

เธอเห็นนิพพานในที่ใดที่หนึ่งนอกจิต เธอกำลังหลอกตัวเอง ทุก ๆ ความทุกข์คือเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะเพราะว่าความทุกช่วยผลักดันให้ปุถุชนเกิด ปัญญา แต่เธอสามารถ กล่าวได้เพียงว่าความทุกข์ให้กำเนิดพุทธภาวะเธอไม่สามารถกล่าว ว่าความทุกข์คือคือพุทธภาวะ กายและจิตของเธอคือผืนดิน ความทุกข์คือเมล็ดพันธุ์ ปัญญาคือลำต้นและพุทธภาวะคือหมากผล พุทธะในจิตคล้ายกับกลิ่นหอมของต้นไม้พุทธะมาจากจิตที่ปราศจากความทุกข์ เฉกเช่นกลิ่นหอมของต้นไม้ที่ปราศจากโคลนตม มันไม่มีกลิ่นหอมที่

ปราศจากต้นไม้และไม่มีพุทธะที่ปราศจาก จิต ถ้าหากว่ามันมีกลิ่นหอมที่ปราศจากต้นไม้ มันก็เป็นกลิ่นหอมที่แตกต่างกันออกไปถ้าหากมันมีพุทธะที่ปราศจากจิตมันก็ เป็นพุทธะที่แตกต่างกันออกไปเมื่อพิษทั้ง 3 เกิดขึ้นในจิตใจของเธอ เธอกำลังอาศัยอยู่ในดนแดนสกปรก เมื่อพิษทั้ง 3 อันตรธานไป จากจิตของเธอเธอกำลังอาศัยอยู่ในดิน แดนบริสุทธิ์ พระสูตรกล่าวไว้ว่าถมแผ่นดินด้วยสิ่งสกปรกและขยะหมายถึงโลภ โกรธ หลง พุทธะหมายถึงความบริสุทธิ์และจิตผู้ตื่นรู้มันไม่มีภาษาที่ไม่ใช่ธรรมการพูด ตลอดทั้ง
วันโดยมิกล่าวอะไรคือทาง ๆ นั้นการอยู่เงียบ ๆ ตลอดทั้งวันแต่ยังคงกล่าวหลายสิ่งหลายอย่างย่อมไม่ใช่ทาง ดังนั้นมันมิใช่คำพูดของตถาคตขึ้นอยู่กับความเงียบหรือความเงียบของท่านขึ้น อยู่กับคำพูดหรือว่ามีอยู่หากจากความเงียบของท่านบุคคลที่เข้าใจแจ้งชัดทั้ง คำพูดและความเงียบคือผู้อยู่ในสมาธิถ้าเธอพูดโดยเธอรู้อยู่คำพูดของเธอนั้น เป็นอิสระ ถ้าเธอเงียบเฉย โดยเธอไม่รู้ความเงียบของเธอได้ถูกมัดตรึง ถ้าคำพูดกับปรากฏการณ์มันเป็นอิสระถ้าความเงียบเฉยยึดติดกับปรากฏการณ์ มัน ก็ถูกยึดตรึงไว้ ภาษา

โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นอิสระมันไม่มีอะไรต้องทำเกี่ยวกับการยึดติดและการยึด ติดก็ไม่มีอะไรต้องทำเกี่ยวกับภาษา สัจจะความจริงไม่มีสูงและไม่มีต่ำหากเห็นว่ามันสูงมันต่ำมันก็มิใช่ความจริงแพนั้นไม่ใช่สิ่งจริงแต่ผู้โดยสารตะหากเป็นสิ่งจริงบุคคลที่โดยสารแพสามารถข้า สิ่งไม่จริงนั่นคือสาเหตุว่ามันจริง ในโลกมีทั้งผู้หญิง - ผู้ชาย เศรษฐีและคนยากจนแต่ในทาง ๆ นี้มันมิได้มีผู้หญิง - ผู้ชาย มิได้มีเศรษฐีหรือคนยากจนแม้นเมื่อเทพธิดาได้เห็นประจักษ์ในทางเธอไม่ได้ เปลี่ยเพศของเธอเมื่อเด็กชายธรรมดาตื่น

แจ้งต่อความจริงเขามิได้เปลี่ยนสถานะความเป็นเด็กของเขา เมื่ออิสระจากเพศและสถานะเขาทั้งหลายก็มีพื้นฐานลักษณะเดียวกัน เทพธิดาน้อยใช้เวลา 12 ปีเพื่อค้นหาความเป็นผู้ใหญ่แต่มิได้ผลสำเร็จการใช้เวลาค้นหาถึง 12 ปีสำหรับผู้ชายก็มิได้มิผลสำเร็จเช่นกัน 12 ปีนี้หมายถึงการเข้าถึง 12 ทาง (อาย ตะนะภายนอกและภายใน) เมื่อปราศจากจิตก็ไม่มีพุทธะเมื่อปราศจากพุทธะก็ไม่มีจิตเช่นเดียวกันเมื่อ ปราศจากน้ำก็ไม่มีน้ำแข็งเมื่อปราศจากน้ำแข็งก็ไม่มีน้ำเช่นเดียวกัน ใครก็ตามที่ยังบอกให้หนีหรือกำจัด

สภาวะของจิต เขาก็ยังไปไม่ถึงไหน จงอย่ายึดติดกับปรากฏการณ์ใด ๆ ของ จิต
การฟังธรรมด้วยความตั้งใจเป็นการเคารพพระธรรม การฟังธรรมเสมอ ๆ ความเข้าใจย่อมสะสมไปในภพหน้า ความถือตัว คือ มานะ ขณะมีมานะ ขาดความเมตตา ความเมตตาเจริญขึ้นเท่าไรความโกรธยิ่งน้อยลง เราต้องกรุณาแม้ความเห็นผิดของผู้อื่น

หมายเหตุ.........พิมพ์คัดลอกจากหนังสือคำสอน ดุจดังกระแสโลหิด



การฟังธรรม

1-IMG_0052 (Copy)

Lux Sana by puyana on Scribd

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ป้าสุชาดา

IMG-0050



P_001090025020200109

วิทยุทรานซิสเตอร์

IMG_0025 (Copy)




การยกย่อง

IMG_0016

Kan Yougyong by pindhiva on Scribd

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทางเสื่อม





ปากวิถีสี่อย่างหนทางเสื่อม
อย่าอาจเอื้อมแตะต้องของฉิบหาย
โภคทรัพย์นับอนันต์พลันวอดวาย
คืออบายมุขแท้มีแต่ตรม

หนึ่งเป็นนักเลงหญิงที่เสื่อมเสีย
ผิดลูกเมียคบชู้ร่วมสู่สม
แม้ในหญิงเพศยาอย่านิยม
ลอบเชยชมหญิงชายร้ายเช่นกัน
สองเป็นนักเลงเหล้าเอาแต่ดื่ม

เมาจนลืมหลงใหลไปเกินขั้น
เช้าก็เฮ เย็นก็ฮา สารพัน
ทุกข์โทษทัณฑ์มากมายหลายประการ
สามเล่นพนันผันทรัพย์จนยับย่อย
มากหรือน้อยไม่เห็นเป็นแก่นสาร

เป็นนักเลงการพนันส่อสันดาน
ก่อรำคาญเคืองเข็ญอยู่เป็นนิจ
สี่คบค้าสมาคมจะสมมาย
คบสหายผ่องผุดสุจริต
หากคบคนชั่วมาเป็นมิตร
ก็จะคิดชักพาไปในทางเลว


Ghost 2011

ที่เก็บอัฐิวัดเล่งเน่ยยี่ปี 2006


พูดถึงเรื่องผี หรือเรื่องลี้ลับที่ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้นั้นมีทุกชนชาติและทุกภาษาแตกต่างกันออกไป เรื่องทั้งหลายจะมีจริงหรือไม่กำลังรอการพิสูจน์

มีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้กับผู้เขียนเมื่อวันจันทร์ที่ 27 มิถนายน 2011 เวลาประมาณบ่าย 2 โมงกว่า ๆ ผมเจอโอปปาติกะ ตอนกลางวันกล่าวกันว่าถ้าขณะใดจิตเรานิ่งพอแล้วอาจสัมผัสได้ถึงสิ่งลี้ลับวันดังกล่าวผมนั่งโพสกระทู้อยู่คนเดียวในบ้านซึ่งบ้านของผมนั้นเป็นลักษณะคอนโดมิเนียมปิดประตูเรียบร้อยมิดชิดตลอดเวลาและในวันนั้นผมก็ได้ได้ยินเสียงมาคนมารื้อข้าวของใกล้ ๆ กับคอมพิวเตอร์ที่ผมนั่งอยู่ห่างกันไม่ถึง 1 เมตรผมก็สงสัยว่าเสียงอะไรเดินไป

ดูข้าวของก็อยู่เรียบร้อยปกติไม่มีร่องรอยการถูกรื้อค้นแต่ประการใดผมก็เปิดประตูบ้านเจอเลยเป็นเด็กสาววัยรุ่นใส่เสื้อสีเหลืองกางเกงวอร์มเหมือนชุดเล่นกีฬาบอกว่าพี่หนูเอาไม้กวาดมาคืนผมก็นึกว่าคืนผิดห้องก็เลยรับไม้กวาดเอาไว้อย่างงง ๆ แล้วมานึกดูว่าผมมีไม้กวาดใหม่ ๆ อยู่อันหนึ่งยังไม่ได้ใช้เก็บไว้ในซอกที่วางของ พอนึกขึ้นได้ผมก็เดินไปดูว่าไม้กวาดอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าไม้กวาดที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่แล้วแสดงว่า ไม้กวาดที่เด็กสาวคนนั้น

เอามาคืนผมก็เป็นไม้กวาดของผมเองไม่ได้คืนผิดห้องหรือคืนผิดคนต่อมาผมจึงจุดธูปบอกว่าน้องเป็นโอปปากิกะหรือเปล่า ? ถ้าเป็นวิญญาณก็ขอให้มาดี มีเรื่องจะคุยด้วยแต่ก็เงียบมีแต่เสียงทุบประตูบ้าง เคาะโน่น เคาะนี่บ้างมากวนใจเล่น ๆ ซ่ะงั้นผมอยู่กับเสียงปริศนามาหลายปีถามคนอื่นเค้าก็บอกว่าได้ยินเหมือนกันแต่ไม่ได้สนใจงั้นก็แสดงว่า

หูของผมฟังไม่ผิดแล้วก็ไม่ได้ตาฝาดเด็กสาวคนนั้นเอาไม้กวาดมาคืนจริง ๆ แล้วเค้ารู้ได้อย่างไรว่าบ้านของผมมีไม้กวาด แล้วไม้กวาดก็เก็บไว้ในซอกอย่างมิดชิดกะว่าอันที่ใช้อยู่เสียจะได้ไม่ต้องซื้อใหม่ไม่ได้นึกว่าจะเจอกับตัวเองเพราะผมไม่ได้ไปสวดมนต์นานแล้วเหมือนกันประมาณ 1 เดือนเห็นจะได้ผมจุดธูปบอกเขาก็ไม่มาหารอตั้งหลายวันแล้วผมคิดว่าถ้ามาก็ขอให้มาดีมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้ไม่ต้องเกรงใจหรอกจากวันนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยเจอเด็กสาวคนนี้อีกเลย

ถ้าทำดีจะเคราะห์ร้ายหรือ เพราะฉะนั้น เมื่อเคราะห์ร้ายเกิดจากการทำไม่ดี ก็ทำดีเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีเคราะห์ร้ายต่อไป ไม่ดีหรือ ?