ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคมสายสำคัญในเขตธนบุรีและคลองสานที่มีประวัติศาสตร์และความสำคัญเชื่อมโยงกับย่านวงเวียนเล็กอย่างแนบแน่น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจจากแหล่งข้อมูลดังนี้
พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้รับฉายาว่า รายอกะจิจากชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (โดยเฉพาะในนราธิวาส) ซึ่งมีที่มาและเหตุผลสำคัญดังนี้
1. วีรกรรมการปราบอะแวสะดอ ตาและ ฉายานี้เกิดขึ้นหลังจากที่ขุนพันธ์สามารถปราบ อะแวสะดอ ตาและ ขุนโจรชื่อดังแห่งเทือกเขาบูโดได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2481 (บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2484) อะแวสะดอเป็นโจรที่ชาวบ้านยำเกรงมาก เพราะนอกจากจะเป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังขึ้นชื่อว่าเป็นจอมขมังเวทย์ ที่มีวิชาอาคมสูง หนังเหนียว ยิงฟันไม่เข้า และไม่มีตำรวจคนไหนสยบได้มาเป็นเวลานาน
2. ความหมายของฉายา คำว่า รายอกะจิ ในภาษามลายูถิ่น มีความหมายที่แปลเป็นไทยได้ว่า เล็กพริกขี้หนูหรือ อัศวินพริกขี้หนู โดยมีนัยสำคัญคือ รูปร่างลักษณะขุนพันธ์เป็นคนที่มีรูปร่างค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับเหล่าโจรหรือมาตรฐานในขณะนั้นความเก่งกาจแม้จะมีตัวเล็ก แต่ท่านกลับมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีวิชาอาคมแก่กล้า และมีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมจนสามารถสยบโจรร้ายที่ใคร ๆ ก็ปราบไม่ได้ลงได้
3. การยอมรับในบารมีและอาคม ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่มอบฉายานี้ให้เพื่อเป็นการ ยกย่องเชิดชูในความสามารถและบารมี ของขุนพันธ์เนื่องจากท่านไม่ได้ใช้เพียงกำลังทหารหรือตำรวจในการปราบปราม แต่เป็นการชิงไหวชิงพริบด้วย ไสยศาสตร์ประยุกต์ และวิชาอาคมที่เหนือกว่า จนสามารถเอาชนะวิชาของอะแวสะดอได้ ฉายานี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงการเป็น นายตำรวจอัจฉริยะ ที่แฝงไปด้วยวิทยาคมและการเข้าถึงจิตใจผู้คนในท้องถิ่นที่ต่างวัฒนธรรมกันได้อย่างลึกซึ้ง จากการศึกษาประวัติของพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช และบริบทการปราบปรามโจรผู้ร้ายในอดีต สามารถสะท้อนประวัติศาสตร์สังคมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ (รัชสมัย ร.5 - ร.7 และหลัง พ.ศ. 2475) ได้อย่างลุ่มลึกในหลายมิติ ดังนี้
1. การเปลี่ยนผ่านของระนาบอำนาจและการปกครอง ประวัติศาสตร์สังคมไทยในช่วงชีวิตของขุนพันธ์คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนจากระบอบเจ้าเมืองกินเมือง มาสู่การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลและระบบรัฐชาติสมัยใหม่ความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น ในอดีตเจ้าเมืองมีอำนาจเบ็ดเสร็จและมักแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมและขาดที่พึ่ง ช่องว่างของกระบวนการยุติธรรมเมื่อชาวบ้านถูกกดขี่จากข้าราชการที่วางโตหรือทุจริต พวกเขาจึงเลือกที่จะพึ่งพา อิทธิพลท้องถิ่น หรือกลายเป็นโจรเพื่อตอบโต้รัฐ
2. ปรากฏการณ์ เสือ ในฐานะโจรทางสังคม (Social Bandit) ในทางประวัติศาสตร์สังคม เสือ หรือโจรชื่อดังในสมัยนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงอาชญากร แต่มีสถานะเป็น วีรบุรุษคนยาก มูลเหตุของการเป็นโจร มักเกิดจากความยากจน สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และวิกฤตเศรษฐกิจในสมัย ร.6 - ร.7 รวมถึงการถูกใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้งจนต้องหนีเข้าป่า สายสัมพันธ์กับชุมชนเสือเหล่านี้มักมีกฎเหล็กคือ ไม่ปล้นคนในชุมชนตนเอง และนำทรัพย์สินที่ปล้นมาแบ่งปันชาวบ้าน ทำให้ชุมชนทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันและส่งเสบียงให้โจร มากกว่าจะร่วมมือกับตำรวจ
3. วัฒนธรรม นักเลง และจริยธรรมทางสังคม สังคมไทยสมัยก่อนให้คุณค่ากับ จรรยานักเลง ซึ่งขุนพันธ์ได้นำมาปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อซื้อใจประชาชนและโจร หัวใจของนักเลง คือความกตัญญูรู้คุณ ความซื่อสัตย์ต่อคำพูด (สัจจะ) และความเมตตาต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก การสร้างความยอมรับ ขุนพันธ์ไม่ได้ใช้เพียงกฎหมาย แต่ใช้ ใจนักเลง เช่น การให้โอกาสโจรกลับตัวบวชเรียน หรือการแสดงความกล้าหาญอย่างเด็ดเดี่ยวตามแบบฉบับลูกผู้ชาย เพื่อให้คนในพื้นที่ยอมรับศรัทธาในตัวตำรวจ
4. ไสยศาสตร์ในฐานะเครื่องมือทางจิตวิทยาและสังคม ในประวัติศาสตร์สังคมไทย ไสยศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องงมงาย แต่คือ ไสยศาสตร์ประยุกต์ ที่มีผลต่อขวัญและกำลังใจ จักรวาลวิทยาชุดเดียวกัน ทั้งตำรวจและโจรต่างมีความเชื่อในเรื่องอาคม เครื่องราง และฤกษ์ยามจากแหล่งเดียวกัน เช่น สำนักเขาอ้อ จิตวิทยาการปราบปราม ขุนพันธ์ใช้ภาพลักษณ์ จอมขมังเวทย์ เพื่อสร้างความยำเกรง (charisma) ทำให้โจรที่เชื่อว่าตนเองเหนียวหรือมีของดีเกิดความหวั่นเกรง จนนำไปสู่การจับกุมได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้กำลังรุนแรงในบางครั้ง
5. สรุปภาพรวมประวัติศาสตร์สังคม ประวัติของขุนพันธ์สะท้อนให้เห็นว่า ความสงบสุขของสังคมไทยในอดีตไม่ได้เกิดจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง อำนาจรัฐ (กฎหมาย)อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ความเชื่อ)และ อำนาจทางจริยธรรม (ระบบนักเลง/อุปถัมภ์) การที่ขุนพันธ์ประสบความสำเร็จในการปราบปรามโจรผู้ร้าย เป็นเพราะท่านเข้าใจ โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนอย่างถ่องแท้ และสามารถเปลี่ยนตัวเองจาก คนของส่วนกลาง ให้กลายเป็น ส่วนหนึ่งของสังคมท้องถิ่น ได้นั่นเอง
การเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายสีม่วงที่ สถานีบางซ่อน (RW 02) ได้รับการออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้
ทางเชื่อมต่อโดยตรงDirect Connection แหล่งข้อมูลระบุชัดเจนว่าสถานีบางซ่อนมีการออกแบบให้มีทางเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้ามหานครสายสีม่วง ทำให้ผู้โดยสารสามารถเดินเปลี่ยนขบวนได้โดยไม่ต้องออกจากอาคารสถานีไปสู่ถนนด้านนอกความสะดวกด้านระยะทางและเวลาระบบถูกออกแบบให้ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนถ่ายได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว โดยกระทรวงคมนาคมได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ใช้บัตร EMV แตะออกและเข้าใหม่อีกระบบหนึ่งภายในเวลาเพียง 10 นาที เพื่อรับสิทธิยกเว้นค่าแรกเข้า 12 บาท ซึ่งสะท้อนว่าทางเดินเชื่อมต่อมีความใกล้และสะดวกเพียงพอที่จะทำรายการ
ได้ในเวลาอันสั้นสิ่งอำนวยความสะดวกและการเข้าถึง (Accessibility)สำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ สถานีมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การสนับสนุนสะพานเชื่อมชานชาลาสำหรับผู้ใช้รถเข็น และมีพนักงานพร้อมช่วยเหลือในการนำทางภายในสถานีเพื่อให้การเปลี่ยนระบบเป็นไปอย่างราบรื่นสิทธิประโยชน์เฉพาะสถานี: สถานีบางซ่อนถือเป็นจุดเชื่อมต่อทางยุทธศาสตร์ที่ผู้โดยสารจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดในการประหยัดค่าเดินทาง หากเดินทางข้ามระบบระหว่างสายสีแดงและสายสีม่วงผ่านทางเชื่อมนี้, โดยสรุป สถานีบางซ่อนมีทางเดินเชื่อมต่อที่สะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อโดยตรงในเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการเปลี่ยนถ่ายระบบภายในเวลาไม่กี่นาที
1. ภาพรวมและวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ รถไฟฟ้าสายสีแดงเป็นโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางที่ดำเนินการโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย รฟท โดยมีเป้าหมายหลักคือ ยกระดับคุณภาพรถไฟชานเมือง: เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ปริมณฑลและจังหวัดต่อเนื่อง ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา, สมุทรสงคราม และราชบุรี) สามารถเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ (Feeder): ทำหน้าที่ป้อนผู้โดยสารเข้าสู่โครงข่ายรถไฟฟ้าอื่น เช่น MRT, BTS แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ รวมถึงรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในอนาคตแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ใช้โครงสร้างทางยกระดับและอุโมงค์เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณจุดตัดถนน ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคทำให้ขบวนรถไฟแบบเดิมไม่สามารถทำเวลาได้
2. เส้นทางหลักและนิยามของชื่อ โครงการประกอบด้วย 2 เส้นทางหลักที่ตัดกันที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์สายธานีรัถยา สายสีแดงเข้ม วิ่งแนวเหนือ-ใต้ ช่วงรังสิต-กรุงเทพอภิวัฒน์ สายนครวิถี สายสีแดงอ่อนวิ่งแนวตะวันออก-ตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-กรุงเทพอภิวัฒน์ ความหมายของชื่อทั้ง ธานีรัถยาและ นครวิถีเป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า เส้นทางของเมือง
3. ประวัติและการพัฒนาจากโครงการโฮปเวลล์ สายสีแดงมีจุดเริ่มต้นมาจากความล้มเหลวของโครงการโฮปเวลล์ที่ถูกบอกเลิกสัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2541 รัฐบาลได้นำแผนเดิมมาพัฒนาใหม่ภายใต้แผนแม่บท URMAP และต้องใช้เวลาในการรื้อถอนเสาตอม่อโฮปเวลล์เดิมซึ่งทำให้การก่อสร้างในช่วงแรกล่าช้าได้รับเงินกู้สนับสนุนการก่อสร้างจากรัฐบาลญี่ปุ่น (JICA) เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 โดยปัจจุบันมีสถานีเปิดให้บริการรวม 13 สถานี
4. ลักษณะทางเทคนิคและการให้บริการระบบรางและไฟฟ้าใช้รางกว้าง 1,000 มม Meter gauge และระบบจ่ายไฟเหนือหัว (Overhead Catenary) 25 kV AC ความปลอดภัยของรางเนื่องจากเป็นระบบจ่ายไฟจากด้านบน รางรถไฟฟ้าสายสีแดงจึงไม่มีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านบนราง แตกต่างจากระบบของ BTS หรือ MRT. อัตราค่าโดยสารเรียกเก็บเริ่มต้น 12 - 42 บาทโดยมีมาตรการพิเศษ เช่น การเหมาจ่ายสูงสุด 42 บาทหากเดินทางข้ามสายผ่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สิทธิประโยชน์ EMV ผู้ใช้บัตรเครดิตมาตรฐาน EMV จะ
ได้รับการยกเว้นค่าแรกเข้า 12 บาทเมื่อเปลี่ยนถ่ายกับ MRT สายสีม่วงที่สถานีบางซ่อนภายใน 10 นาที
5. การอำนวยความสะดวกและความต้องการพิเศษ แหล่งข้อมูลระบุว่าโครงการนี้ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงของคนทุกกลุ่มการช่วยเหลือพิเศษมีพนักงานช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการทางสายตา และมีสะพานเชื่อมชานชาลาสำหรับผู้ใช้รถเข็นการนำสัตว์เลี้ยงเข้าสู่ระบบ อนุญาตให้นำสุนัขนำทางและสัตว์เลี้ยง ในกระเป๋าหรือรถเข็น เข้าสู่ระบบได้ โดยจำกัดให้อยู่ในตู้หมายเลข 1 เท่านั้น
6. สถิติและอุบัติเหตุ ตั้งแต่เปิดให้บริการ มีรายงานอุบัติเหตุรุนแรงจากการที่มีบุคคลลักลอบเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามบนรางรถไฟฟ้า 3 ครั้ง (ข้อมูลถึงปี พ.ศ. 2568) ส่งผลให้มีการพิจารณาติดตั้งกล้อง CCTV แบบ Motion Sensor เพื่อสั่งหยุดรถอัตโนมัติหากมีผู้บุกรุกเข้าเขตทาง
พระอุโบสถของวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม มีความโดดเด่นในฐานะงานสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยและการผสมผสานทางวัฒนธรรม โดยสามารถวิเคราะห์เจาะลึกได้ดังนี้
1. การผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตก (Dual Identity) พระอุโบสถนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิด ไทยนอก ตะวันตกใน ซึ่งเป็นพระราชนิยมในรัชสมัยรัชกาลที่ 5ภายนอก (Thai Tradition)ออกแบบตามศิลปะไทยประเพณี ตั้งอยู่บนฐานไพทีที่เชื่อมต่อกับเจดีย์ประธานและพระวิหาร มีเครื่องลำยอง (ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์) และหน้าบันไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจกที่แสดงพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 5 ซึ่งประกอบด้วยรูปพระจุลมงกุฎและช้าง 7 เชือกภายใน (Western Gothic)ตกแต่งด้วยศิลปะแบบโกธิก (Gothic) ให้บรรยากาศคล้ายโบสถ์คริสต์ โดยมีเพดานเป็นวงโค้งประดับลายดอกไม้แบบตะวันตกการใช้สีพื้นผนังเป็นสีเขียวตัดกับลายสีทองถือเป็นการฉีกขนบการเขียนจิตรกรรมฝาผนังแบบเดิม
2. นวัตกรรมแห่งงานประณีตศิลป์ พระอุโบสถแสดงถึงความก้าวหน้าและการคัดสรรวัสดุชั้นเลิศมาประดับตกแต่งกระเบื้องเบญจรงค์ผนังภายนอกและเสาทั้งหมดประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ลายเทพพนมในกรอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งทุกแผ่นเขียนด้วยมือและสั่งผลิตจากเมืองจีนตามการออกแบบของช่างชาวไทยงานประดับมุกเครื่องราชอิสริยาภรณ์บานประตูและหน้าต่างเป็นงานประดับมุกที่ทำเป็นลวดลายดวงตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชุดต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชอำนาจและเกียรติยศของราชวงศ์จักรี
3. พระประธานและแนวคิดสัจนิยม (Realism) พระพุทธอังคีรส พระประธานภายในพระอุโบสถ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในพุทธศาสนาช่วงต้นรัตนโกสินทร์
คติไตรภูมิหรือแนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการออกแบบผังและรูปทรงสถาปัตยกรรมวัด ดังที่ปรากฏร่องรอยหลักฐานในภาพถ่ายของวัดราชบพิตรสถิตสีมาราม และแนวคิดทางศิลปกรรม ดังนี้
1. การจำลองศูนย์กลางจักรวาล Mount Meru as the Centerตามคติไตรภูมิ จักรวาลมีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง ในทางสถาปัตยกรรมจะแทนค่าด้วยการมี พระสถูปเจดีย์หรือพระประธานประดิษฐานไว้ที่จุดกึ่งกลาง ของผังวัด จากภาพจะเห็นความโค้งของระเบียงคดที่ล้อมรอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงการจัดวางผังเพื่อให้ทุกสิ่งหมุนรอบศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์นั้น
2. ระเบียงคดและกำแพงแก้ว The Circular Mountains รูปลักษณ์ของ ผนังที่โค้งมนและต่อเนื่อง ดังที่เห็นในภาพ สื่อถึงทิวเขาที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์ การออกแบบเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเป็นสัดส่วน แต่ยังเป็นการแบ่งพื้นที่ระหว่าง โลกมนุษย์ ภายนอก กับ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ภายในที่จำลองสวรรค์หรือแดนพุทธภูมิเอาไว้
3. ความสมมาตรและลำดับชั้นของสรวงสวรรค์ (Symmetry and Hierarchy)การจัดวางองค์ประกอบที่ สมมาตรกันอย่างสมบูรณ์ เช่น หน้าต่างสองข้างที่มีลักษณะเหมือนกันเป๊ะ หรือการประดับลวดลายกระเบื้องที่ซ้ำกันอย่างมีระเบียบ สะท้อนถึง ความเป็นระเบียบแห่งสวรรค์ ซึ่งแตกต่างจากโลกมนุษย์ที่วุ่นวาย ลวดลายที่ประดับอย่างวิจิตรบรรจงตั้งแต่ฐานไปจนถึงยอดซุ้มประตู ยังสื่อถึงลำดับชั้นของวิมานในชั้นดาวดึงส์หรือสวรรค์ชั้นต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในไตรภูมิ
4. สัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์และบริวารการมี รูปปั้นช้าง ประดับอยู่ที่ทางขึ้น นอกจากความสวยงามแล้ว ในเชิงคติไตรภูมิ ช้างยังอาจสื่อถึงสัตว์หิมพานต์หรือสัตว์ประจำทิศที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รอบฐานเขาพระสุเมรุ เพื่อให้พื้นที่ภายในมีความบริสุทธิ์และปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ไม่อยู่ในแหล่งข้อมูลโดยทั่วไปแล้ว ผังวัดไทยที่ได้รับอิทธิพลจากคติไตรภูมิอย่างชัดเจนมักจะออกแบบให้ พระอุ
โบสถหรือพระวิหารตั้งอยู่ในทิศที่สัมพันธ์กับการโคจรของดวงอาทิตย์ และการใช้ ส่วนยอด ของหลังคาที่มีลักษณะเป็นชั้น ๆ ตับหลังคาเพื่อแทนค่าชั้นฟ้าหรือวิมานของเทวดา ซึ่งสอดคล้องกับภาพ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความวิจิตรเพื่อจำลองสถาปัตยกรรมทิพย์มาไว้บนโลกมนุษย์ โดยคุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ผังแบบพุทธาวาส ที่มีการแยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่สังฆาวาสอย่างชัดเจนตามความเชื่อเรื่องการแบ่งภพภูมิได้
มาตรฐานการรักษา JCI (Joint Commission International) และ CCPC (Clinical Care Program Certificate) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ป่วย เนื่องจากเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความปลอดภัยในการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานสากล โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. มาตรฐาน JCI (Joint Commission International)การรับรองระดับสากลJCI เป็นมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาลในระดับสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) ได้รับการรับรองนี้เพื่อยืนยันความเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่ให้บริการดูแลรักษาและคำปรึกษาโรคเฉพาะทางอย่างมีมาตรฐานความเชื่อมั่นต่อผู้ป่วยการที่สถานพยาบาลได้รับมาตรฐาน JCI ช่วยให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยสูง มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ และได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกับโรงพยาบาลชั้นนำในระดับนานาชาติ
2. มาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certificate)ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาตรฐาน CCPC เป็นการรับรองมาตรฐานในระดับสากลที่เน้นไปที่ โปรแกรมการดูแลรักษาทางคลินิก หรือการรักษาโรคเฉพาะทางโดยเฉพาะ ประสิทธิภาพการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในศูนย์โรคเฉพาะทาง (เช่น ศูนย์หัวใจ ศูนย์มะเร็ง หรือศูนย์โรคไตมาตรฐานนี้แสดงให้เห็นว่าโรงพยาบาลมีแนวทางการรักษาที่เป็นเลิศ มีการทำงาน
ร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ และมีผลลัพธ์ทางการแพทย์ที่ดีเยี่ยมในโรคนั้นๆ สรุปความสำคัญต่อผู้ป่วยการที่โรงพยาบาลยึดถือมาตรฐานทั้งสองนี้ (JCI และ CCPC) ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่เป็น "สถาบันการแพทย์ชั้นเลิศ ซึ่งครอบคลุมทั้งเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และระบบการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูล (ควรตรวจสอบเพิ่มเติม) โดยทั่วไป มาตรฐาน JCI จะเน้นที่ภาพรวมของความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety Goals) เช่น การระบุตัวตนผู้ป่วยที่ถูกต้อง การป้องกันการติดเชื้อ และความปลอดภัยในการใช้ยา ส่วน CCPC จะเน้นความลึกซึ้งในแนวทางการรักษา (Clinical Pathways) ของเฉพาะโรค เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคนั้นๆ จะได้รับการรักษาตามหลักวิชาการล่าสุดและมีโอกาสหายขาดสูงขึ้น
ประวัติการก่อตั้ง โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในระดับภูมิภาค โดยมีรายละเอียดลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้
การอนุมัติใช้พื้นที่และการวางแผน (พ.ศ. 2546 - 2553)คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย รฟท หลายครั้งระหว่างปี พ.ศ. 2546 ถึง พ.ศ. 2553 เพื่อเข้าใช้ประโยชน์ใน สิทธิเหนือพื้นดินบริเวณสถานีรถไฟธนบุรี เดิม พื้นที่โครงการตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงเชื่อมคลองบางกอกน้อย มีเนื้อที่รวมประมาณ 33 ไร่ 2 งาน 94 ตารางวา (หรือ 53,976 ตารางเมตร) พิธีวางศิลาฤกษ์และพระราชทานนาม (พ.ศ. 2551)เมื่อวันที่ 17 มี
นาคม พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์เพื่อทรงประกอบ พิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารโครงการพัฒนาศิริราชสู่สถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอาคเนย์ในการนี้ ได้รับพระราชทานนามอาคารโรงพยาบาลว่า อาคาร
ปิยมหาราชการุณย์ การจัดตั้งและเปิดให้บริการ (พ.ศ. 2553 - 2555)เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 คณะกรรมการประจำคณะแพทยศาสตร์ได้มีมติให้จัดตั้งหน่วยงานในชื่อ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือใช้ชื่อย่อว่า SiPHโรงพยาบาลเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555 ในฐานะโรงพยาบาลในกำกับของรัฐที่บริหารจัดการภายใต้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล องค์ประกอบสำคัญภายในโครงการ โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นโรงพยาบาล แต่ยังรวมถึงความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และ
สถาบันการแพทย์ ได้แก่สถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันเพื่อมุ่งเน้นความเลิศทางการแพทย์พลับพลาสยามินทราศิริราชานุสรณีย์พื้นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอุ้มสมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์การอนุรักษ์อาคารเดิม มีการจัดสรรพื้นที่บริเวณอาคารสถานีรถไฟธนบุรี เดิมและสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับตัวอาคารโรงพยาบาลสูง 14 ชั้นที่ทันสมัย