ลักษณาวดี

ลักษณาวดี
ภาพถ่าย

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

Red Line Train

 




การเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายสีม่วงที่ สถานีบางซ่อน (RW 02) ได้รับการออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้

ทางเชื่อมต่อโดยตรงDirect Connection แหล่งข้อมูลระบุชัดเจนว่าสถานีบางซ่อนมีการออกแบบให้มีทางเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้ามหานครสายสีม่วง ทำให้ผู้โดยสารสามารถเดินเปลี่ยนขบวนได้โดยไม่ต้องออกจากอาคารสถานีไปสู่ถนนด้านนอกความสะดวกด้านระยะทางและเวลาระบบถูกออกแบบให้ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนถ่ายได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว โดยกระทรวงคมนาคมได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ใช้บัตร EMV แตะออกและเข้าใหม่อีกระบบหนึ่งภายในเวลาเพียง 10 นาที เพื่อรับสิทธิยกเว้นค่าแรกเข้า 12 บาท ซึ่งสะท้อนว่าทางเดินเชื่อมต่อมีความใกล้และสะดวกเพียงพอที่จะทำรายการ

ได้ในเวลาอันสั้นสิ่งอำนวยความสะดวกและการเข้าถึง (Accessibility)สำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ สถานีมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การสนับสนุนสะพานเชื่อมชานชาลาสำหรับผู้ใช้รถเข็น และมีพนักงานพร้อมช่วยเหลือในการนำทางภายในสถานีเพื่อให้การเปลี่ยนระบบเป็นไปอย่างราบรื่นสิทธิประโยชน์เฉพาะสถานี: สถานีบางซ่อนถือเป็นจุดเชื่อมต่อทางยุทธศาสตร์ที่ผู้โดยสารจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดในการประหยัดค่าเดินทาง หากเดินทางข้ามระบบระหว่างสายสีแดงและสายสีม่วงผ่านทางเชื่อมนี้, โดยสรุป สถานีบางซ่อนมีทางเดินเชื่อมต่อที่สะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อโดยตรงในเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการเปลี่ยนถ่ายระบบภายในเวลาไม่กี่นาที

 1. ภาพรวมและวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ รถไฟฟ้าสายสีแดงเป็นโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางที่ดำเนินการโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย รฟท โดยมีเป้าหมายหลักคือ ยกระดับคุณภาพรถไฟชานเมือง: เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ปริมณฑลและจังหวัดต่อเนื่อง ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา, สมุทรสงคราม และราชบุรี) สามารถเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ (Feeder): ทำหน้าที่ป้อนผู้โดยสารเข้าสู่โครงข่ายรถไฟฟ้าอื่น เช่น MRT, BTS แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ รวมถึงรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในอนาคตแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ใช้โครงสร้างทางยกระดับและอุโมงค์เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณจุดตัดถนน ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคทำให้ขบวนรถไฟแบบเดิมไม่สามารถทำเวลาได้

2. เส้นทางหลักและนิยามของชื่อ โครงการประกอบด้วย 2 เส้นทางหลักที่ตัดกันที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์สายธานีรัถยา สายสีแดงเข้ม วิ่งแนวเหนือ-ใต้ ช่วงรังสิต-กรุงเทพอภิวัฒน์ สายนครวิถี สายสีแดงอ่อนวิ่งแนวตะวันออก-ตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-กรุงเทพอภิวัฒน์ ความหมายของชื่อทั้ง ธานีรัถยาและ นครวิถีเป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า เส้นทางของเมือง

3. ประวัติและการพัฒนาจากโครงการโฮปเวลล์ สายสีแดงมีจุดเริ่มต้นมาจากความล้มเหลวของโครงการโฮปเวลล์ที่ถูกบอกเลิกสัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2541 รัฐบาลได้นำแผนเดิมมาพัฒนาใหม่ภายใต้แผนแม่บท URMAP และต้องใช้เวลาในการรื้อถอนเสาตอม่อโฮปเวลล์เดิมซึ่งทำให้การก่อสร้างในช่วงแรกล่าช้าได้รับเงินกู้สนับสนุนการก่อสร้างจากรัฐบาลญี่ปุ่น (JICA) เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 โดยปัจจุบันมีสถานีเปิดให้บริการรวม 13 สถานี

4. ลักษณะทางเทคนิคและการให้บริการระบบรางและไฟฟ้าใช้รางกว้าง 1,000 มม Meter gauge และระบบจ่ายไฟเหนือหัว (Overhead Catenary) 25 kV AC ความปลอดภัยของรางเนื่องจากเป็นระบบจ่ายไฟจากด้านบน รางรถไฟฟ้าสายสีแดงจึงไม่มีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านบนราง แตกต่างจากระบบของ BTS หรือ MRT. อัตราค่าโดยสารเรียกเก็บเริ่มต้น 12 - 42 บาทโดยมีมาตรการพิเศษ เช่น การเหมาจ่ายสูงสุด 42 บาทหากเดินทางข้ามสายผ่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สิทธิประโยชน์ EMV ผู้ใช้บัตรเครดิตมาตรฐาน EMV จะ

ได้รับการยกเว้นค่าแรกเข้า 12 บาทเมื่อเปลี่ยนถ่ายกับ MRT สายสีม่วงที่สถานีบางซ่อนภายใน 10 นาที

5. การอำนวยความสะดวกและความต้องการพิเศษ แหล่งข้อมูลระบุว่าโครงการนี้ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงของคนทุกกลุ่มการช่วยเหลือพิเศษมีพนักงานช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการทางสายตา และมีสะพานเชื่อมชานชาลาสำหรับผู้ใช้รถเข็นการนำสัตว์เลี้ยงเข้าสู่ระบบ อนุญาตให้นำสุนัขนำทางและสัตว์เลี้ยง ในกระเป๋าหรือรถเข็น เข้าสู่ระบบได้ โดยจำกัดให้อยู่ในตู้หมายเลข 1 เท่านั้น

6. สถิติและอุบัติเหตุ ตั้งแต่เปิดให้บริการ มีรายงานอุบัติเหตุรุนแรงจากการที่มีบุคคลลักลอบเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามบนรางรถไฟฟ้า 3 ครั้ง (ข้อมูลถึงปี พ.ศ. 2568) ส่งผลให้มีการพิจารณาติดตั้งกล้อง CCTV แบบ Motion Sensor เพื่อสั่งหยุดรถอัตโนมัติหากมีผู้บุกรุกเข้าเขตทาง


Srt Redline Deep Dive by ลักษณาวดี มีซิน


วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

วัดราชบพิตรสถิตสีมาราม

 



Siam Temple by ลักษณาวดี มีซิน


พระอุโบสถของวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม มีความโดดเด่นในฐานะงานสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยและการผสมผสานทางวัฒนธรรม โดยสามารถวิเคราะห์เจาะลึกได้ดังนี้

1. การผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตก (Dual Identity) พระอุโบสถนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิด ไทยนอก ตะวันตกใน ซึ่งเป็นพระราชนิยมในรัชสมัยรัชกาลที่ 5ภายนอก (Thai Tradition)ออกแบบตามศิลปะไทยประเพณี ตั้งอยู่บนฐานไพทีที่เชื่อมต่อกับเจดีย์ประธานและพระวิหาร มีเครื่องลำยอง (ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์) และหน้าบันไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจกที่แสดงพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 5 ซึ่งประกอบด้วยรูปพระจุลมงกุฎและช้าง 7 เชือกภายใน (Western Gothic)ตกแต่งด้วยศิลปะแบบโกธิก (Gothic) ให้บรรยากาศคล้ายโบสถ์คริสต์ โดยมีเพดานเป็นวงโค้งประดับลายดอกไม้แบบตะวันตกการใช้สีพื้นผนังเป็นสีเขียวตัดกับลายสีทองถือเป็นการฉีกขนบการเขียนจิตรกรรมฝาผนังแบบเดิม

2. นวัตกรรมแห่งงานประณีตศิลป์ พระอุโบสถแสดงถึงความก้าวหน้าและการคัดสรรวัสดุชั้นเลิศมาประดับตกแต่งกระเบื้องเบญจรงค์ผนังภายนอกและเสาทั้งหมดประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ลายเทพพนมในกรอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งทุกแผ่นเขียนด้วยมือและสั่งผลิตจากเมืองจีนตามการออกแบบของช่างชาวไทยงานประดับมุกเครื่องราชอิสริยาภรณ์บานประตูและหน้าต่างเป็นงานประดับมุกที่ทำเป็นลวดลายดวงตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชุดต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชอำนาจและเกียรติยศของราชวงศ์จักรี

3. พระประธานและแนวคิดสัจนิยม (Realism) พระพุทธอังคีรส พระประธานภายในพระอุโบสถ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในพุทธศาสนาช่วงต้นรัตนโกสินทร์


คติไตรภูมิหรือแนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการออกแบบผังและรูปทรงสถาปัตยกรรมวัด ดังที่ปรากฏร่องรอยหลักฐานในภาพถ่ายของวัดราชบพิตรสถิตสีมาราม และแนวคิดทางศิลปกรรม ดังนี้

1. การจำลองศูนย์กลางจักรวาล Mount Meru as the Centerตามคติไตรภูมิ จักรวาลมีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง ในทางสถาปัตยกรรมจะแทนค่าด้วยการมี พระสถูปเจดีย์หรือพระประธานประดิษฐานไว้ที่จุดกึ่งกลาง ของผังวัด จากภาพจะเห็นความโค้งของระเบียงคดที่ล้อมรอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงการจัดวางผังเพื่อให้ทุกสิ่งหมุนรอบศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์นั้น

2. ระเบียงคดและกำแพงแก้ว The Circular Mountains รูปลักษณ์ของ ผนังที่โค้งมนและต่อเนื่อง ดังที่เห็นในภาพ สื่อถึงทิวเขาที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์ การออกแบบเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเป็นสัดส่วน แต่ยังเป็นการแบ่งพื้นที่ระหว่าง โลกมนุษย์ ภายนอก กับ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ภายในที่จำลองสวรรค์หรือแดนพุทธภูมิเอาไว้

3. ความสมมาตรและลำดับชั้นของสรวงสวรรค์ (Symmetry and Hierarchy)การจัดวางองค์ประกอบที่ สมมาตรกันอย่างสมบูรณ์ เช่น หน้าต่างสองข้างที่มีลักษณะเหมือนกันเป๊ะ หรือการประดับลวดลายกระเบื้องที่ซ้ำกันอย่างมีระเบียบ สะท้อนถึง ความเป็นระเบียบแห่งสวรรค์ ซึ่งแตกต่างจากโลกมนุษย์ที่วุ่นวาย ลวดลายที่ประดับอย่างวิจิตรบรรจงตั้งแต่ฐานไปจนถึงยอดซุ้มประตู ยังสื่อถึงลำดับชั้นของวิมานในชั้นดาวดึงส์หรือสวรรค์ชั้นต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในไตรภูมิ

4. สัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์และบริวารการมี รูปปั้นช้าง ประดับอยู่ที่ทางขึ้น นอกจากความสวยงามแล้ว ในเชิงคติไตรภูมิ ช้างยังอาจสื่อถึงสัตว์หิมพานต์หรือสัตว์ประจำทิศที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รอบฐานเขาพระสุเมรุ เพื่อให้พื้นที่ภายในมีความบริสุทธิ์และปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ไม่อยู่ในแหล่งข้อมูลโดยทั่วไปแล้ว ผังวัดไทยที่ได้รับอิทธิพลจากคติไตรภูมิอย่างชัดเจนมักจะออกแบบให้ พระอุ

โบสถหรือพระวิหารตั้งอยู่ในทิศที่สัมพันธ์กับการโคจรของดวงอาทิตย์ และการใช้ ส่วนยอด ของหลังคาที่มีลักษณะเป็นชั้น ๆ ตับหลังคาเพื่อแทนค่าชั้นฟ้าหรือวิมานของเทวดา ซึ่งสอดคล้องกับภาพ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความวิจิตรเพื่อจำลองสถาปัตยกรรมทิพย์มาไว้บนโลกมนุษย์ โดยคุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ผังแบบพุทธาวาส ที่มีการแยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่สังฆาวาสอย่างชัดเจนตามความเชื่อเรื่องการแบ่งภพภูมิได้


Siriraj Hospital

 



 


SiPH Global Medical Excellence by ลักษณาวดี มีซิน


มาตรฐานการรักษา JCI (Joint Commission International) และ CCPC (Clinical Care Program Certificate) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ป่วย เนื่องจากเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความปลอดภัยในการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานสากล โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. มาตรฐาน JCI (Joint Commission International)การรับรองระดับสากลJCI เป็นมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาลในระดับสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) ได้รับการรับรองนี้เพื่อยืนยันความเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่ให้บริการดูแลรักษาและคำปรึกษาโรคเฉพาะทางอย่างมีมาตรฐานความเชื่อมั่นต่อผู้ป่วยการที่สถานพยาบาลได้รับมาตรฐาน JCI ช่วยให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยสูง มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ และได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกับโรงพยาบาลชั้นนำในระดับนานาชาติ

2. มาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certificate)ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาตรฐาน CCPC เป็นการรับรองมาตรฐานในระดับสากลที่เน้นไปที่ โปรแกรมการดูแลรักษาทางคลินิก หรือการรักษาโรคเฉพาะทางโดยเฉพาะ ประสิทธิภาพการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในศูนย์โรคเฉพาะทาง (เช่น ศูนย์หัวใจ ศูนย์มะเร็ง หรือศูนย์โรคไตมาตรฐานนี้แสดงให้เห็นว่าโรงพยาบาลมีแนวทางการรักษาที่เป็นเลิศ มีการทำงาน

ร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ และมีผลลัพธ์ทางการแพทย์ที่ดีเยี่ยมในโรคนั้นๆ สรุปความสำคัญต่อผู้ป่วยการที่โรงพยาบาลยึดถือมาตรฐานทั้งสองนี้ (JCI และ CCPC) ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่เป็น "สถาบันการแพทย์ชั้นเลิศ ซึ่งครอบคลุมทั้งเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และระบบการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูล (ควรตรวจสอบเพิ่มเติม) โดยทั่วไป มาตรฐาน JCI จะเน้นที่ภาพรวมของความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety Goals) เช่น การระบุตัวตนผู้ป่วยที่ถูกต้อง การป้องกันการติดเชื้อ และความปลอดภัยในการใช้ยา ส่วน CCPC จะเน้นความลึกซึ้งในแนวทางการรักษา (Clinical Pathways) ของเฉพาะโรค เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคนั้นๆ จะได้รับการรักษาตามหลักวิชาการล่าสุดและมีโอกาสหายขาดสูงขึ้น


ประวัติการก่อตั้ง โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในระดับภูมิภาค โดยมีรายละเอียดลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

การอนุมัติใช้พื้นที่และการวางแผน (พ.ศ. 2546 - 2553)คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย รฟท หลายครั้งระหว่างปี พ.ศ. 2546 ถึง พ.ศ. 2553 เพื่อเข้าใช้ประโยชน์ใน สิทธิเหนือพื้นดินบริเวณสถานีรถไฟธนบุรี เดิม พื้นที่โครงการตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงเชื่อมคลองบางกอกน้อย มีเนื้อที่รวมประมาณ 33 ไร่ 2 งาน 94 ตารางวา (หรือ 53,976 ตารางเมตร) พิธีวางศิลาฤกษ์และพระราชทานนาม (พ.ศ. 2551)เมื่อวันที่ 17 มี

นาคม พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์เพื่อทรงประกอบ พิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารโครงการพัฒนาศิริราชสู่สถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอาคเนย์ในการนี้ ได้รับพระราชทานนามอาคารโรงพยาบาลว่า อาคาร

ปิยมหาราชการุณย์ การจัดตั้งและเปิดให้บริการ (พ.ศ. 2553 - 2555)เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 คณะกรรมการประจำคณะแพทยศาสตร์ได้มีมติให้จัดตั้งหน่วยงานในชื่อ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือใช้ชื่อย่อว่า SiPHโรงพยาบาลเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555 ในฐานะโรงพยาบาลในกำกับของรัฐที่บริหารจัดการภายใต้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล องค์ประกอบสำคัญภายในโครงการ โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นโรงพยาบาล แต่ยังรวมถึงความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และ

สถาบันการแพทย์ ได้แก่สถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันเพื่อมุ่งเน้นความเลิศทางการแพทย์พลับพลาสยามินทราศิริราชานุสรณีย์พื้นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอุ้มสมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์การอนุรักษ์อาคารเดิม มีการจัดสรรพื้นที่บริเวณอาคารสถานีรถไฟธนบุรี เดิมและสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับตัวอาคารโรงพยาบาลสูง 14 ชั้นที่ทันสมัย


วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

Hidden Mosque Legacy

 



Yaowarat by ลักษณาวดี มีซิน


มัสยิดหลวงโกชาอิศหากตั้งอยู่ใน ย่านการค้าสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยและแหล่งค้าขายที่สำคัญของชาวจีนในกรุงเทพมหานคร โดยมัสยิดแห่งนี้ถือเป็น มัสยิดเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนและร้านค้าของชาวจีน ในย่านนี้อย่างโดดเด่น รายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งของมัสยิดตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลมีดังนี้ ที่ตั้งตามเขตการปกครอง ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 979 ถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จุดยุทธศาสตร์ทางการค้ามัสยิดตั้งอยู่ใกล้กับ ท่าน้ำราชวงศ์ ซึ่งในอดีตเป็นจุดจอดเรือและขนถ่ายสินค้าที่สำคัญของพ่อค้ามุสลิมและชาวต่างชาติตั้งแต่บริเวณบางรักไปจนถึงท่าราชวงศ์ความสัมพันธ์กับย่านใกล้เคียงแม้พื้นที่โดยรอบมัสยิดจะไม่มีชุมชนอิสลามอาศัยอยู่ แต่เป็นที่รวมตัวของชาวมุสลิมที่เข้ามาประกอบธุรกิจในย่านการค้าใกล้เคียง เช่น เยาวราช (กลุ่มพ่อค้าอัญมณี) และชาวมุสลิมนานาชาติที่มาซื้อสินค้าในย่าน สำเพ็งและพาหุรัดสภาพแวดล้อมในอดีตก่อนที่จะมีการตัดถนนทรงวาด พื้นที่บริเวณนี้เคยมีลักษณะเป็นร่องสวนที่ต้องใช้สะพานเล็กๆ ในการสัญจรเข้าไป มัสยิดหลวงโกชาอิศหากจึงเปรียบเสมือน ใจกลาง


แห่งศรัทธาในย่านการค้าที่ดำรงอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมไทย-จีนบนถนนทรงวาดมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบันตระกูลสมันตรัฐ เป็นตระกูลมุสลิมสายขุนนางที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์การปกครองและศาสนาของไทย โดยมีต้นกำเนิดและมรดกที่สืบทอดต่อกันมาดังนี้ต้นกำเนิดและนามสกุลพระราชทาน บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลนี้มีต้นสายมาจาก หลวงโกชาอิศหาก ชื่อเดิม เกิด บินอับดุลลาห์ซึ่งเป็นชาวมลายูจากเมืองไทรบุรี (ขณะนั้นเป็นของไทย) ที่อพยพมาอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงปลายรัชกาลที่ 1 ท่านรับราชการเป็นล่ามมลายูในกรมท่าขวา และเป็นผู้ก่อตั้งมัสยิดหลวงโกชาอิศหากบนถนนทรงวาด นามสกุล สมันตรัฐ เดิมสมาชิกในตระกูลใช้นามสกุลว่า บินอับดุลลาห์จนกระทั่งในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 พระองค์ได้พระราชทานนามสกุลไทยให้ว่า สมันตรัฐ แก่ พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์) บุคคลสำคัญและบทบาททางการเมือง พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลลาห์): ท่านเป็นบุตรคน
ที่ 8 ของหลวงโกชาอิศหาก (มารดาเป็นเชื้อสายจีน) ท่านมีประวัติที่น่าสนใจคือได้ไปเรียนรู้ขนบธรรมเนียม

การปกครองแบบมลายูที่มาเลเซียตั้งแต่อายุ 12 ปี ก่อนจะกลับมารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คนแรกของจังหวัดสตูล เจิม ศักดิ์ สมันตรัฐบุตรของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ เคย
ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างตึงเครียด คุณชัยรัฐ สมันตรัฐ หลานของหลวงโกชาอิศหาก ผู้ให้ข้อมูลประวัติตระกูล ปัจจุบันทำหน้าที่ดูแลมัสยิดหลังจากเกษียณอายุการทำงานจากรัฐวิสาหกิจ การสืบทอดมรดกทางศรัทธาและการบริหารจัดการ ดูแลมัสยิด มัสยิดหลวงโกชาอิศหากบริหารงานโดยบุคคลในตระกูลสมันตรัฐ หรือ มันตรัฐ ตามการเรียกใน

บางแหล่ง) มาโดยตลอด โดยคณะกรรมการมัสยิดประกอบด้วยลูกหลานในตระกูลทั้งหมด ไม่มีคนนอก ความมั่นคงทางการเงิน: ตระกูลได้บริหารจัดการรายได้จาก ตึกแถว 11 ห้อง บริเวณหน้ามัสยิด เพื่อนำมาใช้ในการบำรุงรักษาศาสนสถาน ทำให้ไม่ต้องไปเรี่ยไรเงินจากผู้อื่น ถิ่นที่อยู่ แม้จะมีเครือญาติอยู่ที่จังหวัดสตูลเป็นจำนวนมาก แต่ศูนย์กลางของตระกูลในกรุงเทพฯ อยู่ที่ ซอยเจริญนคร 21 (พื้นที่เดิมของหลวงโกชาอิศหาก) ซึ่งลูกหลานทั้ง 16 คนของท่านเคยอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ ตระกูลสมันตรัฐจึงเปรียบเสมือน สะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสยามและแหลมมลายู ผ่านการทำงานรับราชการปกครองและการดำรงรักษาอัตลักษณ์ทางศาสนาไว้ในย่านการค้าใจกลางกรุงอย่างยั่งยืน

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

มูลนิธิเทียนฟ้า


ThianFah Foundation a Legacy of Giving by yv4466nrpm




ในบริบทของแหล่งข้อมูลและประวัติความเป็นมาของมูลนิธิเทียนฟ้า พุทธศาสนานิกาย มหายาน (Mahayana) สะท้อนออกมาอย่างเด่นชัดผ่านทั้งรูปเคารพ อุดมการณ์ และสถาปัตยกรรม ดังนี้ พระอมิตตาพุทธเจ้าและสัญลักษณ์แห่งมงคล ในแหล่งข้อมูลปรากฏภาพ พระอมิตตาพุทธเจ้า (Amitabha Buddha) ซึ่งเป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้าที่สำคัญที่สุดของนิกายมหายาน องค์พระมีลักษณะเป็นสีทองสว่าง และที่สำคัญคือมีสัญลักษณ์ สวัสดิกะ (卐) ประดิษฐานอยู่บนพระอุระ(หน้าอก)ซึ่งตามความเชื่อของมหายาน สัญลักษณ์นี้

สื่อถึงความเมตตาอันเป็นอนันต์ ความเป็นสิริมงคล และดวงหฤทัยของพระพุทธเจ้า อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ผ่านการเกื้อกูลสังคม หลักการสำคัญของมหายานคือการบำเพ็ญตนตามแนวทางพระโพธิสัตว์ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ อุดมการณ์นี้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการก่อตั้ง โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิซึ่งมุ่งเน้นการรักษาพยาบาลฟรีแก่ผู้ป่วยยากไร้โดยไม่เลือกชนชั้น เชื้อชาติ หรือศาสนา (ตามที่ปรากฏในประวัติการก่อตั้งในบทสนทนาก่อนหน้า) ศิลปะและสถาปัตยกรรมรูปแบบการตกแต่งซุ้มประตูทางเข้าที่มีความวิจิตรบรรจงด้วยศิลปะจีน และการประดิษฐาน 

เจ้าแม่กวนอิม (พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์) ภายในมูลนิธิ ข้อมูลจากประวัติในบทสนทนาล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนามหายานในย่านเยาวราช ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนมาอย่างยาวนาน บทสรุป พุทธศาสนามหายานที่มูลนิธิเทียนฟ้าไม่ได้ปรากฏเพียงแค่ในรูปของสถาปัตยกรรมหรือรูปเคารพที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังดำรงอยู่ในรูปแบบของ ความเมตตาที่สัมผัสได้ ผ่านการให้ทานและการรักษาเยียวยาเพื่อนมนุษย์ การเปรียบเทียบ มหายานที่นี่เปรียบเสมือน เรือลำใหญ่ ตามความหมายของคำว่า มหายาน หรือ พาหนะใหญ่)ที่ไม่ได้มุ่งหวังจะพาเพียงคนใดคนหนึ่งไปสู่ความพ้นทุกข์ แต่พยายามประคับประคองและรับเอาผู้คนจำนวนมากที่กำลังประสบความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ ให้ข้ามพ้นห้วงแห่งความลำบากไปพร้อม ๆ กัน