วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
利發 - 出入平安
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569
หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆสิตาราม
วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งแสดงให้เห็นอาคารไม้ทรงไทยโบราณหรือหอไตร ซึ่งในทางประวัติศาสตร์เป็นที่ทราบกันว่าเป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี เนื่องจากท่านเคยใช้เป็นที่จำพรรษาและรวบรวมพระไตรปิฎก อย่างไรก็ตาม ในแหล่งข้อมูลชุดนี้ไม่มีเนื้อหาที่เป็นข้อความระบุรายละเอียดประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี โดยตรง หากอ้างอิงจากการสนทนาก่อนหน้านี้
ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมาก เป็นผู้สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง และเป็นผู้นำบทสวดชินบัญชรมาเผยแผ่ สถาปัตยกรรมแบบย่อมุมไม้ 20 มีจุดเด่นที่แตกต่างจากผังแบบอื่น เช่น ผังแปดเหลี่ยม หรือย่อมุมไม้สิบสอง ในด้านความละเอียดลออและการสร้างรูปทรงที่ดูอ่อนช้อยและนุ่มนวลกว่า โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจจากแหล่งข้อมูลดังนี้
ความประณีตของมุมที่เพิ่มขึ้นการ ย่อมุมไม้ 20 หมายถึงการนำมุมใหญ่ทั้ง 4 มุมของผังรูปสี่เหลี่ยม มาแบ่งย่อยออกเป็นมุมเล็ก ๆ อีกมุมละ 5 มุม รวมเป็น 20 มุม ซึ่งช่วยให้องค์เจดีย์ลดความแข็งกระด้างของรูปทรงสี่เหลี่ยมลง และเปลี่ยนจากรูปทรงที่ดูเป็นเหล็กเป็นรูปทรงที่ดูค่อนไปทางวงกลมมากขึ้นแต่ยังคงความคมชัดของเส้นสายไว้ การรองรับชุดฐานที่ซับซ้อนจุดเด่นที่พบในผังแบบนี้คือการใช้รองรับ ชุดฐานสิงห์ ที่มีความซ้อนกันหลายชั้น ในแหล่งข้อมูลระบุว่าเจดีย์ย่อมุมไม้ 20 ที่วัดอมรินทรารามมีชุดฐานสิงห์ซ้อนกันถึง 3 ชั้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ส่งเสริมให้เจดีย์ดูเพรียวระหงและสูงโปร่งกว่าเจดีย์ผังแบบอื่น ความต่อเนื่องของรูปทรง
ผังย่อมุมไม้ 20 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ฐาน แต่จะถูกถ่ายทอดรูปทรงขึ้นไปสู่ส่วนกลางและส่วนยอดของเจดีย์ด้วย เช่น การใช้บัวทรงคลุ่ม รองรับองค์ระฆัง และการไล่ระดับไปจนถึงบัลลังก์และบัวทรงคลุ่มเถาที่ส่วนยอด ทำให้องค์ประกอบทั้งหมดดูสอดรับกันอย่างเป็นเอกภาพ สัญลักษณ์ของงานช่างชั้นสูง ผังย่อมุมไม้ 20 มักถูกเลือกใช้ในงานที่เป็น เจดีย์ทรงเครื่อง ซึ่งมีความสำคัญสูง เช่น เจดีย์ที่สร้างโดยเจ้านายวังหลัง 3 องค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่ประณีตที่สุดในยุคนั้น
สรุป ได้ว่า จุดเด่นที่แตกต่างคือความถี่ของเหลี่ยมมุมที่มากกว่า ทำให้เกิดมิติของแสงและเงาที่ซับซ้อนและสวยงามกว่าผังย่อมุมแบบอื่นนั่นเองผังย่อมุมไม้ 20 ในงานสถาปัตยกรรมไทย คือเทคนิคการออกแบบฐานหรือองค์ระฆังของเจดีย์ โดยการนำมุมทั้ง 4 ของรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมาตัดแบ่งย่อยออกเป็นมุมเล็กๆ มุมละ 5 มุม เมื่อรวมทั้ง 4 ด้านจึงกลายเป็น 20 มุม ซึ่งช่วยให้รูปทรงของเจดีย์ดูมีความนุ่มนวล ประณีต และมีความซับซ้อนของแสงเงามากกว่ารูปทรงสี่เหลี่ยมปกติ จากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏ มีรายละเอียดการใช้ผังย่อมุมไม้ 20 ที่น่าสนใจดังนี้
ตัวอย่างที่ชัดเจนปรากฏในเจดีย์ทรงเครื่อง 3 องค์ ที่วัดอมรินทราราม ซึ่งสร้างโดยเจ้านายวังหลัง กรมหมื่นนราเทเวศร์กรมหมื่นนเรศร์โยธี และกรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 โครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ใช้ผังนี้
ในแหล่งข้อมูลระบุว่าเจดีย์ที่มีผังย่อมุมไม้ 20 จะมีองค์ประกอบต่อเนื่องขึ้นไปตามลำดับดังนี้ฐานประทักษิณเป็นฐานชั้นล่างสุดที่เตี้ย ๆ ฐานเขียงและฐานสิงห์: มีฐานเขียง 1 ชั้น รองรับชุดฐานสิงห์ 3 ชั้น ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงการย่อมุมได้อย่างชัดเจน ส่วนกลาง มีบัวทรงคลุ่มรองรับองค์ระฆัง และตัวองค์ระฆังเองก็อยู่ในผังย่อมุมนี้ด้วย ส่วนยอด ประกอบด้วยบัลลังก์ บัวทรงคลุ่มเถา ปลี ลูกแก้ว และประดับยอดสุดด้วยเม็ดน้ำค้าง สรุปได้ว่า ผังย่อมุมไม้ 20 เป็นรูปแบบศิลปกรรมที่สะท้อนถึงความประณีตในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ซึ่งมักใช้กับเจดีย์ทรงเครื่องที่มีความสำคัญ เพื่อแสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงและการถวายเป็นพุทธบูชาของเหล่าเจ้านาย
วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569
สีแยกราชวงศ์
จากรูปถ่ายถนนเยาวราชในปี พ.ศ. 2497 นอกจากป้าย PILOT ที่โดดเด่นแล้ว ยังมีป้ายโฆษณาและร้านค้าชื่อดังในยุคนั้นที่ปรากฏให้เห็น ดังนี้
แฮทโด้ Haddo ป้ายขนาดใหญ่ทางด้าน บนซ้ายของภาพ คือโฆษณาของ ยาน้ำแฮทโด้ หรือ น้ำมันแฮทโด้ ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่โด่งดังมากในยุคนั้น ใช้สำหรับบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก และแมลงสัตว์กัดต่อย ห้างกิมจั๊ว Kim Chua แม้ในภาพจะมองเห็นตัวหนังสือไม่ชัดเจนนัก แต่ในทางประวัติศาสตร์ ร้านที่ตั้งอยู่บริเวณใต้ป้าย PILOT ขนาดใหญ่นั้นคือ "ห้างกิมจั๊วซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเขียนและปากกา PILOT รายใหญ่ในประเทศไทย ทำให้บริเวณสี่แยกราชวงศ์กลายเป็นจุดจดจำของแบรนด์นี้ไปโดยปริยาย ป้ายตรานกหากมองลึกลงไปในถนนทางด้านขวา จะเห็นป้ายวงกลมที่มีรูปนก ซึ่งน่าจะเป็น ตรานกสับหรือ
สัญลักษณ์ของสินค้าประเภทเครื่องปรุงรสหรืออาหารแห้งที่เป็นที่นิยมในย่านเยาวราช ร้านขายยาและห้างทอง ตลอดแนวอาคารทั้งสองฝั่งจะเห็นป้ายร้านค้าที่มีภาษาจีนกำกับอยู่จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของ ร้านขายยาแผนโบราณ และ ห้างทอง ที่เป็นธุรกิจหลักและสร้างชื่อเสียงให้กับถนนเยาวราชมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน ภาพนี้จึงไม่เพียงแต่บันทึกการจราจร แต่ยังเป็นบันทึกทาง
ประวัติศาสตร์ของแบรนด์สินค้าที่เคยทรงอิทธิพลในวิถีชีวิตของคนไทยในยุคกึ่งพุทธกาลด้วยนปี พ.ศ. 2497 ห้างแมวดำยูเนียนคืออาคารที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นด้วย แผงครีบปูน Fins ทางด้านขวามือของภาพ ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของอาคารนี้ไม่ได้ระบุไว้ในแหล่งข้อมูลที่คุณจัดหาให้ แต่จากข้อมูลที่เป็นที่ทราบกันทั่วไป ปัจจุบันอาคารห้างแมวดำยูเนียนเดิมได้กลายเป็น ธนาคารยูโอบี UOB สาขาถนนเยาวราช ซึ่งในอดีต
เคยเป็นธนาคารเอเชียมาก่อนแม้ว่าบทบาทของอาคารจะเปลี่ยนจากห้างสรรพสินค้ามาเป็นสถาบันการเงิน แต่ตัวอาคารยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมเดิมเอาไว้อย่างดี โดยเฉพาะแผงครีบปูนบังแดดแนวตั้งที่ปรากฏในรูปถ่าย ซึ่งยังคงเป็นแลนด์มาร์คที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำบริเวณหัวมุมสี่แยกราชวงศ์จนถึงปัจจุบันจากรูปถ่ายถนนเยาวราชในปี พ.ศ. 2497 การแต่งกายของผู้คนบนทางเท้า โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ทางด้านขวามือของภาพสะท้อนถึงยุคสมัยและวิถีชีวิตคนเมืองได้ดังนี้
อิทธิพลของตะวันตกและการแต่งกายที่เป็นระเบียบผู้ชายส่วนใหญ่ในภาพสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นหรือเสื้อคอปกสีอ่อน เช่น สีขาวหรือฟ้าอ่อน และกางเกงขายาวทรงกระบอกที่ดูสุภาพ ซึ่งเป็นอิทธิพลต่อเนื่องมาจากนโยบายสร้างชาติและวางรากฐานวัฒนธรรมการแต่งกายแบบสากลให้ดู ศิวิไลซ์ในยุคนั้นครับ ความเรียบง่ายและเน้นการใช้งานเนื่องด้วยเยาวราชเป็นย่านธุรกิจ การแต่งกายจึงเน้นความคล่องตัวแต่ยังคงความสุภาพ เสื้อเชิ้ตมักจะถูกสอดชายเสื้อเข้าในกางเกง ซึ่งแสดงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคนเมืองในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การก้าวข้ามการแต่งกายแบบดั้งเดิม ในภาพเราแทบไม่เห็นคนสวมใส่ชุดจีนแบบดั้งเดิม เช่น เสื้อกุยเฮง หรือการนุ่งโสร่ง-โจงกระเบนแบบโบราณบนถนนสายหลัก แต่เป็นการปรับเปลี่ยนสู่
ความเป็นสมัยใหม่ Modernization ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งกรุงเทพฯ สีสันและเนื้อผ้า แม้จะเป็นภาพเก่าแต่ยังเห็นโทนสีที่นิยมคือสีสว่างและสีพาสเทล ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศร้อนของไทย และสะท้อนถึงแฟชั่นในยุคทศวรรษ 1950 ที่เน้นความสะอาดตา ในยุคปี พ.ศ. 2497 เป็นช่วงที่การแต่งกาย รัฐนิยม ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังคงมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนไทยอยู่พอสมควร คือการสนับสนุนให้ประชาชนสวมเสื้อ กางเกง และรองเท้าเมื่อออกจากบ้านเพื่อความเป็นสากล ซึ่งภาพนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าชาวไทยเชื้อสายจีนในเยาวราชได้ขานรับวัฒนธรรมการแต่งกายดังกล่าวอย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับสังคมไทยในขณะนั้นภาพถ่ายถนนเยาวราชในปี พ.ศ. 2497 สะท้อนถึงบรรยากาศและการใช้ชีวิตในยุคนั้นได้หลายประการ ดังนี้
การผสมผสานของการคมนาคมภาพนี้แสดงให้เห็นถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของการเดินทางในกรุงเทพฯ โดยมีทั้งรถราง Tram ที่วิ่งบนรางกลางถนน ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักในขณะนั้น ควบคู่ไปกับรถยนต์ส่วนบุคคลรุ่นคลาสสิก และรถโดยสารขนาดเล็กหรือรถสามล้อเครื่องที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ศูนย์กลางธุรกิจที่คึกคักตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยตึกแถวและอาคารพาณิชย์ที่มีป้ายโฆษณาภาษาไทยและภาษาต่างประเทศติดตั้งอยู่จำนวนมาก สะท้อนถึงความเป็นย่านการค้าที่สำคัญและเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจของชาวไทยเชื้อสายจีน สถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตริมทาง อาคารในภาพมีลักษณะเป็นตึกแถวหลายชั้นที่ใช้พื้นที่ชั้น
ล่างเป็นร้านค้าและชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย บนทางเท้ามีผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยและทำกิจกรรมต่าง ๆ แสดงถึงความพลุกพล่านแต่เรียบง่ายของชีวิตคนเมืองในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพบ้านเมือง ถนนเยาวราชในยุคนั้นดูสะอาดตาและมีความเป็นระเบียบในระดับหนึ่ง แม้จะมีการจราจรที่หลากหลาย แต่ยังไม่มีความแออัดของรถยนต์เท่ากับในปัจจุบัน ทำให้เห็นภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ที่กำลังพัฒนาสู่ความทันสมัย ภาพนี้จึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญซึ่งบันทึกภาพจำของเยาวราชในฐานะ ถนนมังกร ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและเป็นจุดตัดของวัฒนธรรมและการค้าในอดีต
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569
โรงภาพยนต์เทียนกัวเทียน
ทั้งสองภาพสะท้อนให้เห็นว่าย่านโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน (天外天) ในเยาวราช เป็นพื้นที่ที่มีพลวัตสูงและเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย โดยสามารถขยายความรายละเอียดที่แหล่งข้อมูลกล่าวถึงได้ดังนี้
วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
Yaowarat road
จากแหล่งข้อมูลภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ ถนนเยาวราชในปี พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) สะท้อนถึงบรรยากาศของย่านธุรกิจที่ทันสมัยและคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
วงเวียนใหญ่
จากภาพถ่ายประวัติศาสตร์ วงเวียนใหญ่ในปี 2497 แหล่งข้อมูลนี้ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตของย่านวงเวียนใหญ่ในยุคนั้นไว้อย่างชัดเจน ดังนี้
วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
วัดสัมพันธวงศ์(วัดเกาะ)
ย่านสำเพ็งและเยาวราชมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานควบคู่กับการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ และมีรากฐานย้อนไปได้ไกลถึงสมัยอยุธยา โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
รากฐานตั้งแต่สมัยอยุธยาพื้นที่บริเวณนี้มีการตั้งถิ่นฐานมานานก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ดังจะเห็นได้จากวัดสัมพันธวงศาราม (วัดเกาะ) ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยา ในอดีตพื้นที่นี้มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีคูคลองล้อมรอบเชื่อมต่อจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนเป็นเกาะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ วัดเกาะ การบูรณะและการขยายตัวในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ในย่านนี้ใหม่ เช่น วัดเกาะที่ได้รับการบูรณะโดยสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี การ
พัฒนาในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ย่านนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการบูรณะวัดสัมพันธวงศ์อีกครั้งและพระราชทานนามใหม่ และในสมัยรัชกาลที่ 5 ย่านเยาวราชได้กลายเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อถวายผ้าพระกฐิน ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าในปัจจุบัน ย่านนี้ประกอบด้วยถนนสายสำคัญหลายสายที่เป็นหัวใจของการค้า เช่น ถนนวานิช 1 (สำเพ็ง) และ ถนนเยาวราช ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ถนนมังกรที่ไม่เคยหลับ ย่านนี้ยังเป็นแหล่งรวมธุรกิจหลากหลาย ทั้งคลองถม เวิ้งนาครเขษม
ตลาดน้อย และห้างทองเก่าแก่ต่าง ๆ พหุวัฒนธรรม นอกจากความเป็นย่านคนไทยเชื้อสายจีนที่เด่นชัดแล้ว ย่านนี้ยังมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมีทั้งวัดไทย วัดจีน (เช่น วัดบำเพ็ญจีนพรต) ศาลเจ้าจีนจำนวนมาก โบสถ์กาลหว่าร์ และมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก ป็นความเข้าใจที่ถูกต้องครับ ชื่อ วัดเกาะ ตามที่ปรากฏในชื่อแหล่งข้อมูลรูปภาพ มีที่มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ในอดีตของวัดแห่งนี้จริงๆ โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้
ลักษณะพื้นที่ในอดีต ในสมัยก่อน พื้นที่ของวัดมีคูคลองล้อมรอบ ซึ่งทางทิศตะวันตกของวัดจะอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนด้านอื่น ๆ มีลำคลองขุดล้อมรอบพื้นที่วัดทั้งหมด ทำให้มองดูเหมือนเป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางน้ำ ชื่อเรียกขาน ด้วยลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นนี้ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกกันติดปากว่า วัดเกาะ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แม้ว่าต่อมาจะได้รับพระราชทานนามอย่างเป็นทางการว่า วัดสัมพันธวงศ์วรวิหาร ในสมัย
รัชกาลที่ 1 แต่ชื่อ วัดเกาะ ก็ยังคงถูกเรียกขานควบคู่กันมาจนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมปัจจุบัน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสภาพพื้นที่รอบวัดจะเปลี่ยนไปตามการขยายตัวของเมืองย่านเยาวราช แต่จากรูปภาพจะเห็นได้ว่าพระอุโบสถและอาคารต่าง ๆ ยังคงรักษาความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยที่วิจิตรบรรจงเอาไว้เป็นอย่างดี แหล่งข้อมูลที่ปรากฏให้รายละเอียดเกี่ยวกับวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร (หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า วัดเกาะ) ไว้ดังนี้
1. ข้อมูลพื้นฐานและที่ตั้ง สถานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ที่ตั้งเลขที่ 579 ถนนทรงสวัสดิ์ แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกในย่านเยาวราช
2. ประวัติความเป็นมาและการเปลี่ยนชื่อสมัยอยุธยา เดิมเป็นวัดราษฎร์ชื่อว่า วัดเกาะ เป็นวัดโบราณเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ที่มาของชื่อ วัดเกาะ มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีคูคลองล้อมรอบพื้นที่วัดและเชื่อมต่อมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรม
หลวงพิทักษมนตรี บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด และสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า วัดเกาะแก้วลังการาม รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่อีกครั้ง และเปลี่ยนนามวัดเป็น วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เพื่อเป็นพระเกียรติแก่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอฯ ผู้ทรงบูรณะวัดนี้
3. ความสำคัญในราชสำนัก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคมาถวายผ้าพระกฐินที่วัดแห่งนี้ โดยเรือพระที่นั่งเทียบที่ศาลาท่าน้ำของวัด
4. ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น พระประธานในพระอุโบสถมีความพิเศษคือมีพระประธานสององค์ประดิษฐานอยู่ องค์ด้านบนมีนามว่า พระพุทธนราสภทศพล และองค์ล่างมีนามว่า พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์ พุทธศิลป์ ตัวอาคารพระอุโบสถที่ปรากฏในภาพเป็นอาคารสีขาว สถาปัตยกรรมไทยทรงจั่วซ้อนชั้น ประดับด้วยช่อฟ้าและลวดลายไทยที่วิจิตรบรรจง และมีการกล่าวถึงประตูทางเข้าพระอุโบสถว่ามีความสำคัญทางศิลปกรร













