ลักษณาวดี

ลักษณาวดี
ภาพถ่าย

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

วัดราชบพิตรสถิตสีมาราม

 



Siam Temple by ลักษณาวดี มีซิน


พระอุโบสถของวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม มีความโดดเด่นในฐานะงานสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยและการผสมผสานทางวัฒนธรรม โดยสามารถวิเคราะห์เจาะลึกได้ดังนี้

1. การผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตก (Dual Identity) พระอุโบสถนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิด ไทยนอก ตะวันตกใน ซึ่งเป็นพระราชนิยมในรัชสมัยรัชกาลที่ 5ภายนอก (Thai Tradition)ออกแบบตามศิลปะไทยประเพณี ตั้งอยู่บนฐานไพทีที่เชื่อมต่อกับเจดีย์ประธานและพระวิหาร มีเครื่องลำยอง (ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์) และหน้าบันไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจกที่แสดงพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 5 ซึ่งประกอบด้วยรูปพระจุลมงกุฎและช้าง 7 เชือกภายใน (Western Gothic)ตกแต่งด้วยศิลปะแบบโกธิก (Gothic) ให้บรรยากาศคล้ายโบสถ์คริสต์ โดยมีเพดานเป็นวงโค้งประดับลายดอกไม้แบบตะวันตกการใช้สีพื้นผนังเป็นสีเขียวตัดกับลายสีทองถือเป็นการฉีกขนบการเขียนจิตรกรรมฝาผนังแบบเดิม

2. นวัตกรรมแห่งงานประณีตศิลป์ พระอุโบสถแสดงถึงความก้าวหน้าและการคัดสรรวัสดุชั้นเลิศมาประดับตกแต่งกระเบื้องเบญจรงค์ผนังภายนอกและเสาทั้งหมดประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ลายเทพพนมในกรอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งทุกแผ่นเขียนด้วยมือและสั่งผลิตจากเมืองจีนตามการออกแบบของช่างชาวไทยงานประดับมุกเครื่องราชอิสริยาภรณ์บานประตูและหน้าต่างเป็นงานประดับมุกที่ทำเป็นลวดลายดวงตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชุดต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชอำนาจและเกียรติยศของราชวงศ์จักรี

3. พระประธานและแนวคิดสัจนิยม (Realism) พระพุทธอังคีรส พระประธานภายในพระอุโบสถ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในพุทธศาสนาช่วงต้นรัตนโกสินทร์


คติไตรภูมิหรือแนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการออกแบบผังและรูปทรงสถาปัตยกรรมวัด ดังที่ปรากฏร่องรอยหลักฐานในภาพถ่ายของวัดราชบพิตรสถิตสีมาราม และแนวคิดทางศิลปกรรม ดังนี้

1. การจำลองศูนย์กลางจักรวาล Mount Meru as the Centerตามคติไตรภูมิ จักรวาลมีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง ในทางสถาปัตยกรรมจะแทนค่าด้วยการมี พระสถูปเจดีย์หรือพระประธานประดิษฐานไว้ที่จุดกึ่งกลาง ของผังวัด จากภาพจะเห็นความโค้งของระเบียงคดที่ล้อมรอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงการจัดวางผังเพื่อให้ทุกสิ่งหมุนรอบศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์นั้น

2. ระเบียงคดและกำแพงแก้ว The Circular Mountains รูปลักษณ์ของ ผนังที่โค้งมนและต่อเนื่อง ดังที่เห็นในภาพ สื่อถึงทิวเขาที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์ การออกแบบเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเป็นสัดส่วน แต่ยังเป็นการแบ่งพื้นที่ระหว่าง โลกมนุษย์ ภายนอก กับ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ภายในที่จำลองสวรรค์หรือแดนพุทธภูมิเอาไว้

3. ความสมมาตรและลำดับชั้นของสรวงสวรรค์ (Symmetry and Hierarchy)การจัดวางองค์ประกอบที่ สมมาตรกันอย่างสมบูรณ์ เช่น หน้าต่างสองข้างที่มีลักษณะเหมือนกันเป๊ะ หรือการประดับลวดลายกระเบื้องที่ซ้ำกันอย่างมีระเบียบ สะท้อนถึง ความเป็นระเบียบแห่งสวรรค์ ซึ่งแตกต่างจากโลกมนุษย์ที่วุ่นวาย ลวดลายที่ประดับอย่างวิจิตรบรรจงตั้งแต่ฐานไปจนถึงยอดซุ้มประตู ยังสื่อถึงลำดับชั้นของวิมานในชั้นดาวดึงส์หรือสวรรค์ชั้นต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในไตรภูมิ

4. สัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์และบริวารการมี รูปปั้นช้าง ประดับอยู่ที่ทางขึ้น นอกจากความสวยงามแล้ว ในเชิงคติไตรภูมิ ช้างยังอาจสื่อถึงสัตว์หิมพานต์หรือสัตว์ประจำทิศที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รอบฐานเขาพระสุเมรุ เพื่อให้พื้นที่ภายในมีความบริสุทธิ์และปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ไม่อยู่ในแหล่งข้อมูลโดยทั่วไปแล้ว ผังวัดไทยที่ได้รับอิทธิพลจากคติไตรภูมิอย่างชัดเจนมักจะออกแบบให้ พระอุ

โบสถหรือพระวิหารตั้งอยู่ในทิศที่สัมพันธ์กับการโคจรของดวงอาทิตย์ และการใช้ ส่วนยอด ของหลังคาที่มีลักษณะเป็นชั้น ๆ ตับหลังคาเพื่อแทนค่าชั้นฟ้าหรือวิมานของเทวดา ซึ่งสอดคล้องกับภาพ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความวิจิตรเพื่อจำลองสถาปัตยกรรมทิพย์มาไว้บนโลกมนุษย์ โดยคุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ผังแบบพุทธาวาส ที่มีการแยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่สังฆาวาสอย่างชัดเจนตามความเชื่อเรื่องการแบ่งภพภูมิได้


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น