ลักษณาวดี

ลักษณาวดี
ภาพถ่าย

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Khunphan police

 


 


Sorcerer Cop by ลักษณาวดี มีซิน



พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้รับฉายาว่า รายอกะจิจากชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (โดยเฉพาะในนราธิวาส) ซึ่งมีที่มาและเหตุผลสำคัญดังนี้

1. วีรกรรมการปราบอะแวสะดอ ตาและ ฉายานี้เกิดขึ้นหลังจากที่ขุนพันธ์สามารถปราบ อะแวสะดอ ตาและ ขุนโจรชื่อดังแห่งเทือกเขาบูโดได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2481 (บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2484) อะแวสะดอเป็นโจรที่ชาวบ้านยำเกรงมาก เพราะนอกจากจะเป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังขึ้นชื่อว่าเป็นจอมขมังเวทย์ ที่มีวิชาอาคมสูง หนังเหนียว ยิงฟันไม่เข้า และไม่มีตำรวจคนไหนสยบได้มาเป็นเวลานาน

 2. ความหมายของฉายา คำว่า รายอกะจิ ในภาษามลายูถิ่น มีความหมายที่แปลเป็นไทยได้ว่า เล็กพริกขี้หนูหรือ อัศวินพริกขี้หนู โดยมีนัยสำคัญคือ รูปร่างลักษณะขุนพันธ์เป็นคนที่มีรูปร่างค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับเหล่าโจรหรือมาตรฐานในขณะนั้นความเก่งกาจแม้จะมีตัวเล็ก แต่ท่านกลับมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีวิชาอาคมแก่กล้า และมีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมจนสามารถสยบโจรร้ายที่ใคร ๆ ก็ปราบไม่ได้ลงได้

 3. การยอมรับในบารมีและอาคม ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่มอบฉายานี้ให้เพื่อเป็นการ ยกย่องเชิดชูในความสามารถและบารมี ของขุนพันธ์เนื่องจากท่านไม่ได้ใช้เพียงกำลังทหารหรือตำรวจในการปราบปราม แต่เป็นการชิงไหวชิงพริบด้วย ไสยศาสตร์ประยุกต์ และวิชาอาคมที่เหนือกว่า จนสามารถเอาชนะวิชาของอะแวสะดอได้ ฉายานี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงการเป็น นายตำรวจอัจฉริยะ ที่แฝงไปด้วยวิทยาคมและการเข้าถึงจิตใจผู้คนในท้องถิ่นที่ต่างวัฒนธรรมกันได้อย่างลึกซึ้ง จากการศึกษาประวัติของพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช และบริบทการปราบปรามโจรผู้ร้ายในอดีต สามารถสะท้อนประวัติศาสตร์สังคมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ (รัชสมัย ร.5 - ร.7 และหลัง พ.ศ. 2475) ได้อย่างลุ่มลึกในหลายมิติ ดังนี้

1. การเปลี่ยนผ่านของระนาบอำนาจและการปกครอง ประวัติศาสตร์สังคมไทยในช่วงชีวิตของขุนพันธ์คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนจากระบอบเจ้าเมืองกินเมือง มาสู่การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลและระบบรัฐชาติสมัยใหม่ความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น ในอดีตเจ้าเมืองมีอำนาจเบ็ดเสร็จและมักแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมและขาดที่พึ่ง ช่องว่างของกระบวนการยุติธรรมเมื่อชาวบ้านถูกกดขี่จากข้าราชการที่วางโตหรือทุจริต พวกเขาจึงเลือกที่จะพึ่งพา อิทธิพลท้องถิ่น หรือกลายเป็นโจรเพื่อตอบโต้รัฐ

2. ปรากฏการณ์ เสือ ในฐานะโจรทางสังคม (Social Bandit) ในทางประวัติศาสตร์สังคม เสือ หรือโจรชื่อดังในสมัยนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงอาชญากร แต่มีสถานะเป็น วีรบุรุษคนยาก มูลเหตุของการเป็นโจร มักเกิดจากความยากจน สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และวิกฤตเศรษฐกิจในสมัย ร.6 - ร.7 รวมถึงการถูกใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้งจนต้องหนีเข้าป่า สายสัมพันธ์กับชุมชนเสือเหล่านี้มักมีกฎเหล็กคือ ไม่ปล้นคนในชุมชนตนเอง และนำทรัพย์สินที่ปล้นมาแบ่งปันชาวบ้าน ทำให้ชุมชนทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันและส่งเสบียงให้โจร มากกว่าจะร่วมมือกับตำรวจ

3. วัฒนธรรม นักเลง และจริยธรรมทางสังคม สังคมไทยสมัยก่อนให้คุณค่ากับ จรรยานักเลง ซึ่งขุนพันธ์ได้นำมาปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อซื้อใจประชาชนและโจร หัวใจของนักเลง คือความกตัญญูรู้คุณ ความซื่อสัตย์ต่อคำพูด (สัจจะ) และความเมตตาต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก การสร้างความยอมรับ ขุนพันธ์ไม่ได้ใช้เพียงกฎหมาย แต่ใช้ ใจนักเลง เช่น การให้โอกาสโจรกลับตัวบวชเรียน หรือการแสดงความกล้าหาญอย่างเด็ดเดี่ยวตามแบบฉบับลูกผู้ชาย เพื่อให้คนในพื้นที่ยอมรับศรัทธาในตัวตำรวจ

4. ไสยศาสตร์ในฐานะเครื่องมือทางจิตวิทยาและสังคม ในประวัติศาสตร์สังคมไทย ไสยศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องงมงาย แต่คือ ไสยศาสตร์ประยุกต์ ที่มีผลต่อขวัญและกำลังใจ จักรวาลวิทยาชุดเดียวกัน ทั้งตำรวจและโจรต่างมีความเชื่อในเรื่องอาคม เครื่องราง และฤกษ์ยามจากแหล่งเดียวกัน เช่น สำนักเขาอ้อ จิตวิทยาการปราบปราม ขุนพันธ์ใช้ภาพลักษณ์ จอมขมังเวทย์ เพื่อสร้างความยำเกรง (charisma) ทำให้โจรที่เชื่อว่าตนเองเหนียวหรือมีของดีเกิดความหวั่นเกรง จนนำไปสู่การจับกุมได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้กำลังรุนแรงในบางครั้ง

5. สรุปภาพรวมประวัติศาสตร์สังคม ประวัติของขุนพันธ์สะท้อนให้เห็นว่า ความสงบสุขของสังคมไทยในอดีตไม่ได้เกิดจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง อำนาจรัฐ (กฎหมาย)อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ความเชื่อ)และ อำนาจทางจริยธรรม (ระบบนักเลง/อุปถัมภ์) การที่ขุนพันธ์ประสบความสำเร็จในการปราบปรามโจรผู้ร้าย เป็นเพราะท่านเข้าใจ โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนอย่างถ่องแท้ และสามารถเปลี่ยนตัวเองจาก คนของส่วนกลาง ให้กลายเป็น ส่วนหนึ่งของสังคมท้องถิ่น ได้นั่นเอง