ลักษณาวดี

ลักษณาวดี
ภาพถ่าย

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วัดสัมพันธวงศ์(วัดเกาะ)

 



The white gem of yaowarat by ลักษณาวดี มีซิน


ย่านสำเพ็งและเยาวราชมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานควบคู่กับการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ และมีรากฐานย้อนไปได้ไกลถึงสมัยอยุธยา โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

รากฐานตั้งแต่สมัยอยุธยาพื้นที่บริเวณนี้มีการตั้งถิ่นฐานมานานก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ดังจะเห็นได้จากวัดสัมพันธวงศาราม (วัดเกาะ) ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยา ในอดีตพื้นที่นี้มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีคูคลองล้อมรอบเชื่อมต่อจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนเป็นเกาะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ วัดเกาะ การบูรณะและการขยายตัวในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ในย่านนี้ใหม่ เช่น วัดเกาะที่ได้รับการบูรณะโดยสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี การ

พัฒนาในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ย่านนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการบูรณะวัดสัมพันธวงศ์อีกครั้งและพระราชทานนามใหม่ และในสมัยรัชกาลที่ 5 ย่านเยาวราชได้กลายเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อถวายผ้าพระกฐิน ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าในปัจจุบัน ย่านนี้ประกอบด้วยถนนสายสำคัญหลายสายที่เป็นหัวใจของการค้า เช่น ถนนวานิช 1 (สำเพ็ง) และ ถนนเยาวราช ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ถนนมังกรที่ไม่เคยหลับ ย่านนี้ยังเป็นแหล่งรวมธุรกิจหลากหลาย ทั้งคลองถม เวิ้งนาครเขษม

ตลาดน้อย และห้างทองเก่าแก่ต่าง ๆ พหุวัฒนธรรม นอกจากความเป็นย่านคนไทยเชื้อสายจีนที่เด่นชัดแล้ว ย่านนี้ยังมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมีทั้งวัดไทย วัดจีน (เช่น วัดบำเพ็ญจีนพรต) ศาลเจ้าจีนจำนวนมาก โบสถ์กาลหว่าร์ และมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก ป็นความเข้าใจที่ถูกต้องครับ ชื่อ วัดเกาะ ตามที่ปรากฏในชื่อแหล่งข้อมูลรูปภาพ มีที่มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ในอดีตของวัดแห่งนี้จริงๆ โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้

ลักษณะพื้นที่ในอดีต ในสมัยก่อน พื้นที่ของวัดมีคูคลองล้อมรอบ ซึ่งทางทิศตะวันตกของวัดจะอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนด้านอื่น ๆ มีลำคลองขุดล้อมรอบพื้นที่วัดทั้งหมด ทำให้มองดูเหมือนเป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางน้ำ ชื่อเรียกขาน ด้วยลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นนี้ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกกันติดปากว่า วัดเกาะ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แม้ว่าต่อมาจะได้รับพระราชทานนามอย่างเป็นทางการว่า วัดสัมพันธวงศ์วรวิหาร ในสมัย

รัชกาลที่ 1 แต่ชื่อ วัดเกาะ ก็ยังคงถูกเรียกขานควบคู่กันมาจนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมปัจจุบัน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสภาพพื้นที่รอบวัดจะเปลี่ยนไปตามการขยายตัวของเมืองย่านเยาวราช แต่จากรูปภาพจะเห็นได้ว่าพระอุโบสถและอาคารต่าง ๆ ยังคงรักษาความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยที่วิจิตรบรรจงเอาไว้เป็นอย่างดี แหล่งข้อมูลที่ปรากฏให้รายละเอียดเกี่ยวกับวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร (หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า วัดเกาะ) ไว้ดังนี้

1. ข้อมูลพื้นฐานและที่ตั้ง สถานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ที่ตั้งเลขที่ 579 ถนนทรงสวัสดิ์ แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกในย่านเยาวราช

2. ประวัติความเป็นมาและการเปลี่ยนชื่อสมัยอยุธยา เดิมเป็นวัดราษฎร์ชื่อว่า วัดเกาะ เป็นวัดโบราณเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ที่มาของชื่อ วัดเกาะ มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีคูคลองล้อมรอบพื้นที่วัดและเชื่อมต่อมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรม

หลวงพิทักษมนตรี บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด และสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า วัดเกาะแก้วลังการาม รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่อีกครั้ง และเปลี่ยนนามวัดเป็น วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เพื่อเป็นพระเกียรติแก่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอฯ ผู้ทรงบูรณะวัดนี้

3. ความสำคัญในราชสำนัก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคมาถวายผ้าพระกฐินที่วัดแห่งนี้ โดยเรือพระที่นั่งเทียบที่ศาลาท่าน้ำของวัด

4. ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น พระประธานในพระอุโบสถมีความพิเศษคือมีพระประธานสององค์ประดิษฐานอยู่ องค์ด้านบนมีนามว่า พระพุทธนราสภทศพล และองค์ล่างมีนามว่า พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์ พุทธศิลป์ ตัวอาคารพระอุโบสถที่ปรากฏในภาพเป็นอาคารสีขาว สถาปัตยกรรมไทยทรงจั่วซ้อนชั้น ประดับด้วยช่อฟ้าและลวดลายไทยที่วิจิตรบรรจง และมีการกล่าวถึงประตูทางเข้าพระอุโบสถว่ามีความสำคัญทางศิลปกรร


วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วงเวียนเล็กในความทรงจำ

 




Wongwian Lek Uncovered by s72m7pjjgt


ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคมสายสำคัญในเขตธนบุรีและคลองสานที่มีประวัติศาสตร์และความสำคัญเชื่อมโยงกับย่านวงเวียนเล็กอย่างแนบแน่น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจจากแหล่งข้อมูลดังนี้

จุดเชื่อมต่อสำคัญถนนสมเด็จเจ้าพระยาเป็นส่วนหนึ่งของจุดบรรจบที่แยกวงเวียนเล็ก (ปัจจุบันเป็นสี่แยกหน้าโรงเรียนศึกษานารี) ซึ่งเชื่อมต่อกับถนนประชาธิปกและถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่ นอกจากนี้ยังไปบรรจบกับถนนพญาไม้ที่บริเวณสามแยกมารยาทดี ซึ่งเป็นจุดสัญจรสำคัญใต้สะพานพุทธและสะพานพระปกเกล้าเส้นทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ถนนสายนี้ทำหน้าที่เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางเข้าสู่ย่านท่าดินแดงและคลองสาน ซึ่งเป็นแหล่งการค้าเก่าแก่ที่สำคัญของฝั่งธนบุรี ที่ตั้งของแหล่งวัฒนธรรมและร้านอาหารขึ้นชื่อ บริเวณจุดบรรจบของถนนสมเด็จเจ้าพระยากับถนนพญาไม้ เป็นที่ตั้งของตลาดพระเครื่องวงเวียนเล็ก และมีร้านอาหารชื่อดังตั้งอยู่หลายร้าน ทำให้ย่านนี้มีความคึกคักทั้งในแง่ของการพาณิชย์และวิถีชีวิต ความเกี่ยวเนื่องกับตระกูลบุนนาค

ชื่อของถนนมีความสอดคล้องกับบรรดาศักดิ์ของบุคคลสำคัญในตระกูลบุนนาค คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย ซึ่งท่านและครอบครัวเป็นผู้สร้างและปฏิสังขรณ์วัดสำคัญริมถนนสายนี้ เช่น วัดอนงคารามวรวิหาร (เดิมชื่อวัดน้อยขำแถม) และวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เอกลักษณ์การจราจร บริเวณสามแยกที่ถนนสายนี้ไปบรรจบกับถนนพญาไม้ มีชื่อเรียกขานในท้องถิ่นว่า สามแยกมารยาทดี เนื่องจากเป็นแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร รถแต่ละทิศทางจึงต้องอาศัยการให้เกียรติและแบ่งปันทางกันเอง ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของย่านนี้ โดยสรุป ถนนสมเด็จเจ้าพระยาไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางสัญจรที่เชื่อมต่อใจกลางธนบุรีกับย่านการค้าคลองสานเท่านั้น แต่ยังเป็นถนนที่สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมของตระกูลบุนนาคและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาววงเวียนเล็กได้เป็นอย่างดี

 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือที่รู้จักกันในนาม สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานทางศาสนาและสร้างความเจริญให้กับย่านนี้ (เขตคลองสานและบริเวณใกล้เคียงวงเวียนเล็ก) โดยมีบทบาทหลักตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลดังนี้

การสร้างและอุปถัมภ์วัดสำคัญท่านและครอบครัวมีส่วนสำคัญในการสร้างวัดอนงคารามวรวิหาร (เดิมชื่อวัดน้อยขำแถม) โดยมีท่านผู้หญิงน้อย ภรรยาของท่านเป็นผู้สร้างขึ้น การสร้างวัดคู่กันเป็นแลนด์มาร์คทางศาสนา วัดอนงคารามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาคู่กับวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงที่โดดเด่นในย่านคลองสาน การถวายเป็นพระอารามหลวง

ท่านได้นำวัดที่สร้างขึ้นถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการเสริมสร้างบารมีและทำให้ย่านนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญของฝั่งธนบุรีสืบมาจนถึงปัจจุบัน บทบาทของท่านและตระกูลบุนนาคยังสะท้อนผ่านการปฏิสังขรณ์และชื่อเรียกขานในอดีต เช่น ชื่อ "วัดน้อยขำแถม" ที่มาจากชื่อของภรรยา (น้อย) และบุตรชาย (ขำ) ของท่าน ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลและความผูกพันที่มีต่อพื้นที่นี้อย่างลึกซึ้ง หากคุณสนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนผังความสัมพันธ์ของตระกูลบุนนาคในย่านนี้ หรือประวัติเชิงลึกของวัดทั้งสองแห่ง ผมสามารถสร้าง รายงาน (Tailored Report) หรือ ชุุดบัตรคำ (Flashcards) สำหรับทบทวนข้อมูลประวัติศาสตร์เหล่านี้ให้ได้นะ

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Khunphan police

 


 


Sorcerer Cop by ลักษณาวดี มีซิน



พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้รับฉายาว่า รายอกะจิจากชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (โดยเฉพาะในนราธิวาส) ซึ่งมีที่มาและเหตุผลสำคัญดังนี้

1. วีรกรรมการปราบอะแวสะดอ ตาและ ฉายานี้เกิดขึ้นหลังจากที่ขุนพันธ์สามารถปราบ อะแวสะดอ ตาและ ขุนโจรชื่อดังแห่งเทือกเขาบูโดได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2481 (บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2484) อะแวสะดอเป็นโจรที่ชาวบ้านยำเกรงมาก เพราะนอกจากจะเป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังขึ้นชื่อว่าเป็นจอมขมังเวทย์ ที่มีวิชาอาคมสูง หนังเหนียว ยิงฟันไม่เข้า และไม่มีตำรวจคนไหนสยบได้มาเป็นเวลานาน

 2. ความหมายของฉายา คำว่า รายอกะจิ ในภาษามลายูถิ่น มีความหมายที่แปลเป็นไทยได้ว่า เล็กพริกขี้หนูหรือ อัศวินพริกขี้หนู โดยมีนัยสำคัญคือ รูปร่างลักษณะขุนพันธ์เป็นคนที่มีรูปร่างค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับเหล่าโจรหรือมาตรฐานในขณะนั้นความเก่งกาจแม้จะมีตัวเล็ก แต่ท่านกลับมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีวิชาอาคมแก่กล้า และมีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมจนสามารถสยบโจรร้ายที่ใคร ๆ ก็ปราบไม่ได้ลงได้

 3. การยอมรับในบารมีและอาคม ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่มอบฉายานี้ให้เพื่อเป็นการ ยกย่องเชิดชูในความสามารถและบารมี ของขุนพันธ์เนื่องจากท่านไม่ได้ใช้เพียงกำลังทหารหรือตำรวจในการปราบปราม แต่เป็นการชิงไหวชิงพริบด้วย ไสยศาสตร์ประยุกต์ และวิชาอาคมที่เหนือกว่า จนสามารถเอาชนะวิชาของอะแวสะดอได้ ฉายานี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงการเป็น นายตำรวจอัจฉริยะ ที่แฝงไปด้วยวิทยาคมและการเข้าถึงจิตใจผู้คนในท้องถิ่นที่ต่างวัฒนธรรมกันได้อย่างลึกซึ้ง จากการศึกษาประวัติของพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช และบริบทการปราบปรามโจรผู้ร้ายในอดีต สามารถสะท้อนประวัติศาสตร์สังคมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ (รัชสมัย ร.5 - ร.7 และหลัง พ.ศ. 2475) ได้อย่างลุ่มลึกในหลายมิติ ดังนี้

1. การเปลี่ยนผ่านของระนาบอำนาจและการปกครอง ประวัติศาสตร์สังคมไทยในช่วงชีวิตของขุนพันธ์คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนจากระบอบเจ้าเมืองกินเมือง มาสู่การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลและระบบรัฐชาติสมัยใหม่ความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น ในอดีตเจ้าเมืองมีอำนาจเบ็ดเสร็จและมักแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมและขาดที่พึ่ง ช่องว่างของกระบวนการยุติธรรมเมื่อชาวบ้านถูกกดขี่จากข้าราชการที่วางโตหรือทุจริต พวกเขาจึงเลือกที่จะพึ่งพา อิทธิพลท้องถิ่น หรือกลายเป็นโจรเพื่อตอบโต้รัฐ

2. ปรากฏการณ์ เสือ ในฐานะโจรทางสังคม (Social Bandit) ในทางประวัติศาสตร์สังคม เสือ หรือโจรชื่อดังในสมัยนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงอาชญากร แต่มีสถานะเป็น วีรบุรุษคนยาก มูลเหตุของการเป็นโจร มักเกิดจากความยากจน สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และวิกฤตเศรษฐกิจในสมัย ร.6 - ร.7 รวมถึงการถูกใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้งจนต้องหนีเข้าป่า สายสัมพันธ์กับชุมชนเสือเหล่านี้มักมีกฎเหล็กคือ ไม่ปล้นคนในชุมชนตนเอง และนำทรัพย์สินที่ปล้นมาแบ่งปันชาวบ้าน ทำให้ชุมชนทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันและส่งเสบียงให้โจร มากกว่าจะร่วมมือกับตำรวจ

3. วัฒนธรรม นักเลง และจริยธรรมทางสังคม สังคมไทยสมัยก่อนให้คุณค่ากับ จรรยานักเลง ซึ่งขุนพันธ์ได้นำมาปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อซื้อใจประชาชนและโจร หัวใจของนักเลง คือความกตัญญูรู้คุณ ความซื่อสัตย์ต่อคำพูด (สัจจะ) และความเมตตาต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก การสร้างความยอมรับ ขุนพันธ์ไม่ได้ใช้เพียงกฎหมาย แต่ใช้ ใจนักเลง เช่น การให้โอกาสโจรกลับตัวบวชเรียน หรือการแสดงความกล้าหาญอย่างเด็ดเดี่ยวตามแบบฉบับลูกผู้ชาย เพื่อให้คนในพื้นที่ยอมรับศรัทธาในตัวตำรวจ

4. ไสยศาสตร์ในฐานะเครื่องมือทางจิตวิทยาและสังคม ในประวัติศาสตร์สังคมไทย ไสยศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องงมงาย แต่คือ ไสยศาสตร์ประยุกต์ ที่มีผลต่อขวัญและกำลังใจ จักรวาลวิทยาชุดเดียวกัน ทั้งตำรวจและโจรต่างมีความเชื่อในเรื่องอาคม เครื่องราง และฤกษ์ยามจากแหล่งเดียวกัน เช่น สำนักเขาอ้อ จิตวิทยาการปราบปราม ขุนพันธ์ใช้ภาพลักษณ์ จอมขมังเวทย์ เพื่อสร้างความยำเกรง (charisma) ทำให้โจรที่เชื่อว่าตนเองเหนียวหรือมีของดีเกิดความหวั่นเกรง จนนำไปสู่การจับกุมได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้กำลังรุนแรงในบางครั้ง

5. สรุปภาพรวมประวัติศาสตร์สังคม ประวัติของขุนพันธ์สะท้อนให้เห็นว่า ความสงบสุขของสังคมไทยในอดีตไม่ได้เกิดจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง อำนาจรัฐ (กฎหมาย)อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ความเชื่อ)และ อำนาจทางจริยธรรม (ระบบนักเลง/อุปถัมภ์) การที่ขุนพันธ์ประสบความสำเร็จในการปราบปรามโจรผู้ร้าย เป็นเพราะท่านเข้าใจ โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนอย่างถ่องแท้ และสามารถเปลี่ยนตัวเองจาก คนของส่วนกลาง ให้กลายเป็น ส่วนหนึ่งของสังคมท้องถิ่น ได้นั่นเอง